ตำนานฟุตบอลโลกครั้งที่ 18 (เยอรมัน 2006)

เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลก ไม่ให้ “แชมป์เก่า” เข้ารอบโดยอัตโนมัติ แต่สุดท้าย บราซิล ก็มาตามนัด

เกมบนแผ่นดินอินทรีเหล็ก เปิดฉากขึ้นด้วยชัยชนะอันขาดลอยของเจ้าบ้าน เมื่อไล่ถล่ม คอสตาริก้า ในนัดเปิดสนามขาดลอย 4-2 ก่อนจะกำชัย 3 เกมรวดเช่นเดียวกับ โปรตุเกส, บราซิล และสเปน

โรนัลโด้ มาทำสถิติใหม่ในรอบ 2 เมื่อยิงได้ถึง 15 ประตูแซงสถิติตลอดกาลของ แกรนด์ มุลเลอร์ 14 ประตูได้สำเร็จ แต่ สวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อไม่เสียประตูเลยแม้แต่ประตูเดียว ในการเตะทั้ง 4 นัด แต่มาแพ้การดวลจุดโทษให้กับ ยูเครน

ขณะที่ อังกฤษ ยังรักษาสถิติการยิงจุดโทษแพ้ไว้ได้ต่อเนื่อง เมื่อพ่ายให้กับ โปรตุเกส หลังจากเสมอกันใน 120 นาที 0-0 ส่วน บราซิล ยังคงเหมือนเดิมเมื่อเจอกับ ฝรั่งเศส ที่ไรพังทุกที หนนี้แพ้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย 0-1

ENGLAND V ARGENTINA. WORLD CUP, SAPPORO,JAPAN. PIC ANDY HOOPER
BECKHAM CELEBRATES HIS PENALTY

ขณะที่ อิตาลี ที่กำชัยเหนือ ออสเตรเลีย ด้วยจุดโทษในช่วงทดเจ็บเหนือ ออสเตรเลีย 1-0 ในรอบ 2 ก่อนจะไล่ถลุง ยูเครน 3-0 ก็มาเช็คบิล เยอรมนี เจ้าภาพในช่วงต่อเวลา 2-0 เข้าไปชิงกับ ฝรั่งเศส

เกมนัดชิงชนะเลิศฟาดแข้งกันที่ โอลิมปิกสตาดิโอน ในเมืองเบอร์ลิน ฝรั่งเศส ออกสตาร์ทขึ้นนำก่อน 1-0 จากจุดโทษสุดเหนือชั้นของ ซีเนอดีน ซีดาน ที่ชิพผ่านมือของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน อดีตเพื่อนร่วมต้นสังกัด ยูเวนตุส เข้าไป

แต่ทว่า มาร์โก มาร์เตรัซซี่ ก็มาโขกประตูช่วยให้ อิตาลี ไล่ตามตีเสมอเป็น 1-1 หลังจากนั้นทั้งสองทีมไม่สามารถทำอะไรกันได้ ต้องต่อเวลาพิเศษออกไป

ซึ่งในช่วงต่อเวลาพิเศษเกิดเหตุการณ์สำคัญที่โลกไม่มีวันลืม เมื่อ ซีเนอดีน ซีดาน ใช้ศีรษะโขกใส่ มาร์โก มาร์เตรัซซี่ ผู้ตัดสินควักใบแดงไล่ออกจากสนามทันที ทำให้ฝรั่งเศสต้องเล่น 10 คน แต่ก็เอาอยู่จนสุดท้ายต้องไปดวลจุดโทษหาผู้ชนะ

ในการดวลจุดโทษ อิตาลี นั้นแม่นกว่ายิงเข้าหมดเลย 5 คน ส่วน ฝรั่งเศส คนที่พลาดจุดโทษคือ ดาวิด เทร์เซเก่ต์ ทำให้ อิตาลี ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 4

Comments

comments