บทสรุป”ฟุตบอลโลก”รอบแรกกลุ่มเอ

การแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งที่ 21 เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2561 เดินทางมาถึงรอบแรก นัดสุดท้าย นัดที่ 3 เตะพร้อมกันเพื่อไม่ให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบ ตามที่กำหนดเอาไว้ในตอนแรก

ในกลุ่ม เอ เวลา 21.00 น. “หมีขาว” ทีมชาติรัสเซีย เจ้าภาพ ที่ชนะมาสองเกมรวด ทำศึกชิงแชมป์กลุ่มกับ “จอมโหด” ทีมชาติอุรุกวัย แชมป์โลก 2 สมัยที่มี 6 คะแนนเหมือนกัน เตะที่เมืองซามาร่า

เกมเริ่มมาได้แค่ 10 นาที อุรุกวัย ขึ้นนำก่อนอย่างรวดเร็วจาก หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าตัวกลั่น ทำให้อาคันตุกะจากมอนเตวิเดโอ นำ 1-0 จากนั้น รัสเซีย ที่ใช้ตัวสำรองลงเล่นหลายตำแหน่ง พยายามทำเกมรุกแต่ต่อกันไม่ค่อยติด จนมาเสียประตูที่สองในนาทีที่ 23 ดีเอโก้ เลซัลต์ กองกลางซัดไกล บอลไปแฉลบ เดนิส เชริเชฟ ปีกของรัสเซีย เปลี่ยนทางเข้าไปตุงตาข่ายตัวเอง

สถานการณ์ของเจ้าภาพยิ่งย่ำแย่หนัก เมื่อ สโมนิคอฟ โดนใบเหลืองใบที่ 2 เป็นใบแดงถูกไล่ออกไปในนาทีที่ 37 หมดครึ่งแรก ทำให้ อุรุกวัย นำ 2-0

ครึ่งหลังเกมผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่ทำอะไรไม่ได้ เกมทำท่าจะจบลงด้วยสกอร์ 2-0 แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เอดินสัน คาวานี่ หัวหอกตัวกลั่นของจอมโหด มาพังประตูปิดท้าย เป็นประตูแรกของเขาในบอลโลกหนนี้ จบเกม อุรุกวัย ชนะนิ่ม ๆ 3-0 ทำสถิติชนะ 3 นัดรวด มี 9 คะแนนเต็ม เข้าเป็นที่ 1 ในสายไปแบบไม่เสียประตูอีกด้วย ส่วน รัสเซีย เข้าเป็นที่ 2 หลังจากชนะ 2 แพ้ 1 มี 6 คะแนน

อีกคู่ “เศรษฐีน้ำมัน” ทีมชาติซาอุดีอาระเบีย พบกับ “มัมมี่” ทีมชาติอียิปต์ ที่เมืองวอลโกกราด โดยทั้งสองทีมสู้เพื่อศักดิ์ศรีเพราะตกรอบกันไปเรียบร้อยแล้ว

เกมนี้มีประวัติศาสตร์หน้าใหม่เกิดขึ้น เมื่อ เอสซัม เอล-ฮัดดารี ผู้รักษาประตูทีมชาติอียิปต์ กลายเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่ได้ลงเล่นในฟุตบอลโลก ด้วยวัย 45 ปี 161 วัน ทำลายสถิติเดิมของ ฟาริด มอนดรากอน ผู้รักษาประตูโคลัมเบีย ทำไว้เมื่อ 4 ปีก่อน ด้วยวัย 43 ปี

เกมสู้กันสูสีจนถึงนาทีที่ 22 อียิปต์ ทะยานนำเมื่อ อับดุลลาห์ ซาอิด เปิดบอลยาวมาให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ วิ่งฉีกแนวรับก่อนจะกระดกบอลข้ามศรีษะของ ยาสเซอร์ อัล-โมไซเมล โกล์ซาอุฯ เสียบตาข่าย

มาถึงนาทีที่ 39 ซาอุฯ ได้จุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอลของ อาเหม็ด ฟาธี กัปตันทีม แต่ ฟาฮัด อัลมูวาลลาด ซัดไปถูก เอล-ฮัดดารี่ ปัดบอลชนคานออกไป อย่างไรก็ตาม 5 นาทีต่อมา จังหวะปะทะกันในกรอบโทษของ อาลี กาเบอร์ กับ อัล มูวาลลาด ผู้ตัดสินตัดสินใจดู VAR ก่อนเป่าให้เป็นจุดโทษของ ซาอุฯ อีกครั้ง คราวนี้ ซัลมัน อัล ฟาราจ รับหน้าที่สังหารไม่พลาด สกอร์จบ 1-1 ในครึ่งแรก

เกมในครึ่งหลัง ซาอุฯ เป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าเล็กน้อย กระทั่งในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย นาทีที่ 90+5 ซาอุฯ ก็มาได้ประตูชัยจาก ซาเล็ม อัล ดาว์ซารี่

จบเกม ซาอุดีอาระเบีย ชนะ อียิปต์ 2-1 คว้าชัยชนะและหนีบ๊วยได้สำเร็จ พร้อมกับเป็นชัยชนะครั้งแรกในบอลโลก นับตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา และยุติการไร้ชัยในบอลโลกไว้ที่ 12 เกม

สรุปสายนี้ 1.อุรุกวัย 9 คะแนน, 2.รัสเซีย 6 คะแนน, 3.ซาอุดีอาระเบีย 3 คะแนน และ 4.อียิปต์ ไม่มีคะแนน

Comments

comments