:บันทึกฟุตบอล2017:”เสียดาย-เสียหาย”ไร้อิตาลีในบอลโลก

2(150)

………ย้อนกลับไปเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ผมยังจดจำการบรรยายของ “พี่ ย.โย่ง” เอกชัย นพจินดา ในวันที่ อิตาลี ตกรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1990 คาบ้านตัวเอง ด้วยการแพ้การดวลจุดโทษ อาร์เจนติน่า ได้ทุกประโยค
“……..อัลโด้ เซเรน่า ยิง……เซฟไว้ได้ครับ!!! ไม่เข้าครับ!!! อิตาลี ตกรอบครับ!!!! ทุกคนลงไปนั่งกันหมด นักบอลทุกคนซึม….มึน…และไม่มีใครอยากเชื่อ!!!!!!”

มันเป็นยิ่งกว่าชีวิตจริง ๆ กับเหตุการณ์นั้น

แต่คราวนี้มันสาหัสมาก ๆ เพราะถึงกับตกรอบคัดเลือก ด้วยเหตุการณ์ที่คนยุคนี้สมัยนี้ไม่เคยได้เห็น!!!!!
5(93)
ข่าวใหญ่ระดับโลกที่เป็นที่พูดคุยกันในเช้าวันอังคารที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นั่นคือการตกรอบคัดเลือกไม่ได้ไปบอลโลก ครั้งแรกในรอบ 60 ปีของ ทีมชาติอิตาลี แชมป์โลก 4 สมัย
ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ไร้เงาทีมดังจากแดนมะกะโรนี หลังจากไม่ได้เข้าร่วมเล่น ปี 1930 และตกรอบคัดเลือก ปี 1958 ก่อนจะมีอันเป็นไปในครั้งนี้

น่าเสียดายมาก ๆ

เนื่องจาก อิตาลี เป็นทีมที่มีเอกลักษณ์และแบบฉบับฟุตบอลที่ชัดเจนมาก ๆ โดยเฉพาะหลายคนที่เรียกรูปแบบของพวกเขาในนามแห่ง”คาเตนัคโช่” เราจะไม่ได้พวกเขาและจะไม่ได้อะไรในเวิลด์คัพฉบับหลังม่านเหล็ก

6(78)

๐ ของดีสไตล์”ตีหัวเข้าบ้าน”

คาเตนัคโช่ สูตรปิดตายไม่ให้ใครเข้าบ้าน เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุค 1930 ภายใต้การคิดค้นของ คาร์ล แรปพาน โค้ชชาวออสเตรีย ที่คุมทัพ เซอร์เว็ตต์ เอฟซีเขาผสานเกมรับด้วยการแบบ แมน-ทู-แมน หรือเข้าประกบตัวต่อตัว แต่เซ็นเตอร์จะยืนซ้อนกัน ไม่ยืนเท่ากันอย่างที่บอลยุคนั้นเคยเป็นสูตรของ แรปพาน ตอนนั้นเรียกว่า “โบลท์” หรือนักวิชาการเรียกว่า แวร์เรยเลอร์(verrouilleur) เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นต้นตำรับของ สต็อปเปอร์ กับ สวีปเปอร์ ก็ได้

กระทั่งมาในปี 1947 เนเรโอ ร็อคโค่ กุนซือทีมตริเอสติน่า นำทีมใช้แทคติคนี้มาใช้เป็นคนแรกในอิตาลี ด้วยการเล่น 1-3-3-3 นำทีมทะลุไปเป็นรองแชมป์ฟุตบอลลีกแบบเซอร์ไพรส์ ก่อนจะปรับใช้ระบบ 1-4-4-1 และ 1-4-3-2 เท่ากับว่า ร็อคโค่ คือคนแรกที่ใช้สูตรนี้อย่างเป็นทางการในอิตาลี

กระทั่ง เอเลนิโอ เอร์รารา กุนซือชาวอาร์เจนติน่า ปรับปรุงสูตรคาเตนัคโช่ ให้พัฒนาขึ้นไปอีก เมื่อวางสูตรเป็น 5-3-2จนเป็นที่มาของคำว่า “สูตรปิดประตู”พร้อมกับความยืดหยุ่นในเกม เขาทำให้กองหลังยิงได้ไม่แพ้กองหน้ายังผลทำให้ “คาเตนัคโช่” เกิดอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกับคำฮิต “เคาน์เตอร์ แอทแทค” หรือสวนกลับเร็ว นั่นเอง

เมื่อ อิตาลี นำมาใช้อย่างสมบูรณ์แบบ จนกลายเป็น “เครื่องหมายการค้า” ของพวกเขามาช้านาน
4(104)
๐ โค้ชห่วยหรือนักบอลเห่ย

จุดผิดพลาดชัดเจนคือ สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี เลือกใช้งาน จานปิเอโร เวนตูรา ขรัวเฒ่าวัย 69 ปี เข้ามาทำงานแทนที่ อันโตนิโอ คอนเต้ประเด็นก็คือ เวนตูรา ไม่เคยคุมทีมใหญ่มาก่อน ไม่เคยได้โทรฟี่แชมป์อะไรมาก่อนเลย พูดง่าย ๆ ว่า ไม่เคยประสบความสำเร็จ จะมีก็เพียงแต่ผลงานการคุมทัพ “กระทิงหิน” โตริโน่ แต่ก็ไม่ได้หมายว่า ดีเด่อะไรมากนักโค้ชต้องรับผิดชอบ และคำถามก็คือ นักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีชุดนี้ล่ะ….เป็นอย่างไรมีการวิเคราะห์ ว่า กัลโช่ เซเรีย อา ย่ำแย่เพราะมีการล้มบอล และไม่พัฒนาอะไรเท่าไหร่หลังจากได้แชมป์โลก ปี 2006 จะพูดว่า ถูกก็ใช่ แต่คงไม่ทั้งหมด2-3 ปีหลังมานี้ ฟุตบอลอิตาลีเริ่มดีขึ้น ฟุตบอลสนุกขึ้น มีคนดูกลับมาชมเกมในสนามมากขึ้น แม้ว่าแชมป์กัลโช่จะผูกขาดต่อเนื่องโดย ยูเวนตุส แต่ในนาทีปัจจุบัน ฟุตบอลถูกยกระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ อาจจะไม่ปรู๊ดปร๊าด แต่ก็ไม่ได้แย่

จริงอยู่ที่คุณภาพนักบอล อาจด้อยกว่าก่อนหน้านี้ แต่ที่กำลังก้าวขึ้นมาก็ไม่ใช่ธรรมดาซะทีเดียว

ที่สำคัญ สายในรอบคัดเลือกนอกจาก สเปน ก็ไม่ได้มีทีมไหนที่จะสร้างความระคายเคืองให้พวกเขาด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น แอลเบเนีย, อิสราเอล, มาซิโดเนีย และลิคช์เทนสไตน์

๐ หมากการเล่น-ไร้แทคติคจริงหรือ

สิ่งที่น่าปวดหัวก็คือ เวนตูร่า เลือกปรับระบบการเล่นบ่อยครั้ง แต่สูตรที่ เวนตูร่า ชื่นชอบคือ 3-5-2 ประเด็นมันอยู่ตรงที่ รายละเอียดในการใส่ลงไป ความถนัดของนักบอลยุคปัจจุบัน เวนตูร่า ไม่ได้ผสมผสานมันลงไป

ยุคใหม่นักบอลมักจะเล่นในสไตล์ “กองหน้าตัวเดียว” ยกตัวอย่าง 3 ทีมดัง คือ ยูเวนตุส 4-2-3-1, นาโปลี 4-3-3, อินเตอร์ มิลาน 4-2-3-1  พอใช้กองหน้าคู่ กลายเป็นที่แทนที่จะช่วยกัน

เป็นประเภทมายืนเกะกันมากกว่า

ปัญหานักเตะไม่เท่ากับแทคติค เพราะพวกอิตาเลี่ยน มีเทคนิคการเล่นที่ดี แต่แทคติคเป็นสิ่งสำคัญที่ยึดเหนี่ยวเทคนิคของนักบอลอิตาเลี่ยนทุกยุคทุกสมัย
2(150)
๐ ความเสียหายของรอบขอบสนาม
การไม่ได้ไปบอลโลกหนนี้ นอกจากจะ “เสียดาย” แล้ว ยังเกิดความ”เสียหาย”ใหญ่หลวง
1.สมาคมฟุตบอลสูญเสียรายได้ของสมาคมฟุตบอล
ค่าบำรุงทีม 1.5 ล้านดอลลาห์ + เข้าเล่นรอบสุดท้าย 8 ล้านดอลลาห์ เท่ากับเงินหายไป 9.5 ล้านดอลลาห์

2.ความหงอยเหงาช่วงฟุตบอลโลก
การถ่ายทอดสด การจัดกิจกรรมต่าง ๆ, รายได้จากการโฆษณา, ลิขสิทธิ์ทั้งการถ่ายทอดและการขายของที่ระลึก, ธุรกิจทัวร์ที่จะมีรายได้มหาศาลจากการขายทัวร์ไปดู, บริษัทพนันถูกกฎหมาย
รวมไปถึง ผับ บาร์ ร้านอาหาร

3.เสื้อแข่ง
เสื้อผ้าและชุดแข่งขัน ซึ่ง พูม่า คาดว่าจะขายเสื้อทีมชาติอิตาลี ได้ถึง 1.5 ล้านตัว คิดเป็นเงิน 4,620 ล้านบาท
ตอนนี้ล่ะขายได้กี่ตัว?!?!?!?

บี แหลมสิงห์

Comments

comments