บีแหลมสิงห์Preview:”ชุดขาว-หงส์แดง”ชิงแชมเปียนส์ลีก

 การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ครั้งที่ 63 ระหว่าง “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แชมป์ 12 สมัย จากสเปน พบกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล แชมป์ 5 สมัย จากอังกฤษ ในวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคมนี้ ที่เอสเอสซี โอลิมเปียสกี้ สเตเดี้ยม(The Olympic National Sports Complex) กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เวลา 01.45 น. ถ่ายทอดสด PPTV HD ช่อง 36 และ beIN Sport ทรูวิชั่นส์ ช่อง 676  ซึ่งรายละเอียดของการดวลแข้งครั้งนี้มีดังนี้

๐ รอบรั้วนัดชิงเจ้ายุโรป

            “เชว่า” อังเดร เชฟเชงโก้ อดีตดาวดังลูกหนังโลกชาวยูเครน เป็นแบรนด์ แอมบาสซาเดอร์ ประจำการแข่งขัน โดยเขาเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2003 ขณะที่การแสดงก่อนเกม ดัว ลิปา(Dua Lipa) ป๊อปสตาร์สาวน้อยมหัศจรรย์วัย 22 ปี เชื้อสายอังกฤษ-แอลเบเนีย รับหน้าที่โชว์

ดัว ลิปา นั้นพ่อแม่ของเธอเป็นชาวแอลเบเนียซึ่งอพยพจากโคโซโว ไปอยู่ที่กรุงลอนดอน ดังนั้นชื่อเธอจึงอ่านว่า “ดัว” ที่แปลว่า “ความรัก” ในภาษาแอลเบเนีย

เธอเป็นเจ้าของเพลง New Rules ซึ่งขึ้นเป็นอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร (UK Official Singles Chart) มาแล้ว นอกจากนี้ เธอเคยสร้างความฮือฮาและเป็นที่รู้จักมากขึ้นของคนไทย เมื่อเธอใส่กางเกงมวยไทยสีชมพู และใส่บีกินี่ตัวจิ๋ว ระหว่างอาบแดดที่อิตาลี เมื่อปลายเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

๐ สถานที่แข่งขัน

            เอสเอสซี โอลิมเปียสกี้ สเตเดี้ยม(The Olympic National Sports Complex) มีความจุ 70,050 คน แต่เปิดให้แฟนบอลเข้าชมทั้งสิ้น 63,000 ที่นั่ง เปิดใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรก 12 สิงหาคม 1923 มีการรีโนเวตมาแล้ว 3 ครั้ง ล่าสุดเมื่อปี 2011 เพื่อจัดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2012 และเป็นสังเวียนนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย

ก่อนหน้านี้สนามเคยใช้จัดโอลิมปิกเกมส์ ปี 1980 เมื่อครั้งยังอยู่ในสหภาพโซเวียต(เดิม) พร้อมกับจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลกมากมาย อาทิ  Aerosmith, Red Hot Chili Peppers, ชากิร่า,มาดอนน่า, The Rolling Stones เป็นต้น โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพนัดชิงเมื่อ 15 กันยายน 2016

๐ ความพร้อมก่อนเกม

            เรอัล มาดริด แชมป์ 12 สมัย ปี 1956, 1957, 1958, 1959, 1960, 1966, 1998, 2000, 2002, 2014, 2016 และ 2017 เข้าชิงเป็นครั้งที่ 16 คุมทัพโดย ซีเนดีน ซีดาน ที่พาทีมได้แชมป์มาแล้ว 2 ปีติดต่อกัน แถมไม่มีปัญหาในการจัดทัพ เนื่องจากนักเตะสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง แนวรับใช้ ราฟาเอล วาราน คู่กับ เซร์คิโอ รามอส ขณะที่แผงกลาง โทนี่ โครส บัญชาเกม, ลูก้า โมดริช เคลื่อนไปกับบอล และคาเซมิโร่ เป็นตัวตัดเกม

ส่วนเกมรุก อิสโก้ น่าจะได้สิทธิ์ก่อน แกเร็ธ เบล, มาร์โก้ อาเซนซิโอ และลูคัส บาสเกซ ลงประสานเกม โดยมี คาริม เบนเซม่า เป็นตัวค้ำ และคริสติอาโน่ โรนัลโด้ เจ้าของรางวัลบัลลังดอร์ 5 สมัยลุ้นปิดสกอร์

            ลิเวอร์พูล แชมป์ 5 สมัย ปี 1977, 1978, 1981, 1984 และ 2005 เข้าชิงเป็นครั้งที่ 8 มี เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมนีคุมทัพ รอลุ้นทดสอบความฟิตของ เจมส์ มิลเนอร์ กองกลางที่แอสซิสต์มากที่สุดในรายการนี้ และเอ็มเร่ ชาน ที่เจ็บหลังพักไปนานนับเดือน แต่ 3 นักเตะบาดเจ็บลงไม่ได้แน่นอนคือ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, โฌแอล มาติ๊ป และโจ โกเมซ

            การจัดทัพนัดนี้ เฟอร์กีล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก 75 ล้านปอนด์คุมแนวรับ ขณะที่แผงกลาง มิลเนอร์ จะถูกเข็นลงแน่นอน เพื่อไล่ตัดเกมร่วมกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม และจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ส่วนเกมรุก 3 ประสาน “SMF” พร้อมลงสนาม โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ซัดไป 43 ประตูในทุกรายการ ล่าตาข่ายร่วมกับ ฟีร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่

๐ ผ่าแผนการเล่น เรอัล มาดริด

            ซีดาน เลือกสไตล์การเล่น 4-3-1-2 หรืออาจจะเรียกว่า 4-4-2 ไดมอนด์ ก็ได้ในการเล่นถ้วยนี้ ตำแหน่ง “1” คือ อิสโก้ ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด เมื่อเขาเป็นตัวเชื่อมเกมระหว่างกลางไปหน้าได้ลงตัวมาก ขณะที่ เบนเซม่า จะเป็นตัวบู๊กับกองหลัง แล้วให้ โรนัลโด้ เป็นผู้หาพื้นที่

            ในแผงกลางถือว่าครบถ้วนทั้งบู๊ทั้งบุ๋น บอลจะออกจากการเปิดของ โครส เจ้าของฉายา “โครส คอนโทรล” โดยมี โมดริช เป็นตัวลากเลื้อย โดยทั้งสองคนจะเล่นเกมร่วมกับแบ๊คทั้งสองฝั่งนั่นคือ มาร์เซโล่ กับ คาร์บาฆาล ที่เป็นตัวจักรสำคัญในการเล่นเกมรุกด้วยระบบที่พวกเขาใช้อยู่

 

๐ ผ่าแผนการเล่น ลิเวอร์พูล

            คล็อปป์ ขาดตัวเลือกในแดนกลางทำให้มีเพียง 3 คนในสไตล์เดียวกันลงเล่น ทั้ง มิลเนอร์, เฮนโด้ และไวจ์นัลดุม แต่รายละเอียดในการเล่นต่างจากเดิมไปมาก เมื่อจะมีคนใดคนหนึ่งวิ่งวนลงมาอยู่ด้านหลังของมิดฟิลด์ตรงกลางที่จะเป็น เฮนโด้ หรือ ไวจ์นัลดุม เพื่อช่วยสกรีนเกมรุกคู่แข่ง

            เมื่อแดนกลางขาด ชาน ทำให้การจ่ายบอลแบบตัดขั้วหัวใจในแผงมิดฟิลด์ขาดหายไป คล็อปป์ แก้ลำด้วยการใช้การเปิดบอลจากแนวลึก โดยเฉพาะ ฟาน ไดจ์ค กับ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ มากยิ่งขึ้น ทำให้บอลเดินทางเร็วขึ้น เพื่อไปหา 3 กองหน้าที่เล่นได้เข้าใจกัน และมีความเร็วเข้าหาประตูคู่แข่ง

๐ 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

            เรอัล มาดริด(4-3-1-2) : เคย์ลอว์ นาวาส-ดาเนี่ยล คาร์บาฆาล, ราฟาเอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส(กัปตันทีม), มาร์เซโล่-คาเซมิโร่, โทนี่ โครส, ลูก้า โมดริช-อิสโก้-คาริม เบนเซม่า และคริสติอาโน่ โรนัลโด้

            ลิเวอร์พูล(4-3-3) : ลอริส คาริอุส-เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, เดยัน ลอฟเรน, เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน-เจมส์ มิลเนอร์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน(กัปตันทีม), จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม-โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่

๐ ทีมงานผู้ตัดสิน

มิโลรัด มาซิซ พร้อมทีมงานจากประเทศเซอร์เบีย วัย 45 ปี จะเป็นผู้ตัดสิน โดย มาซิซ เคยตัดสินเกมลิเวอร์พูล ลงเล่น 2 นัด นั่นคือเกมชนะ สปาร์ต้า ปร้าก เมื่อปี 2011 และเสมอกับ แมนฯยูไนเต็ด 1-1 ในเกมยูโรป้า ลีก รอบ 16 ทีม เมื่อปี 2016

ส่วนการตัดสิน เรอัล มาดริด 3 นัด เริ่มจากปี 2014 ชนะ บาเซิ่ล ในแชมเปี้ยนส์ลีก, ปี 2015 เสมอ แอตเลติโก มาดริด รอบ 8 ทีมแชมเปี้ยนส์ลีก และชนะ เซบีญ่า 3-2 ในศึกซูเปอร์คัพ ปี 2016

สรุปทีมงานผู้ตัดสินมีดังต่อไป ผู้ตัดสิน : มิโลรัด มาซิซ(เซอร์เบีย), ผู้ช่วยผู้ตัดสิน(ไลน์แมน) : มิโลวาน ริสติซ(เซอร์เบีย) กับ ดาลิบอร์ ยูร์ดเยวิซ(เซอร์เบีย), ผู้ช่วยผู้ตัดสิน(หลังประตู) : เนนาด ยอคิซ(เซอร์เบีย) กับ ดานิโล่ กรูยิซ(เซอร์เบีย), ผู้ตัดสินที่ 4 : เคลมองต์ ตูร์กแป็ง(ฝรั่งเศส) และผู้ตัดสินสำรอง : เนมาญ่า เปโตรวิซ(เซอร์เบีย)

๐ Head to Head

            อดีตที่ผ่านมา คู่นี้บดแข้งกันมาในถ้วยนี้ทั้งหมด เริ่มจากเกมแรกนัดชิงเมื่อปี 1981 ที่ปารีส “หงส์แดง” กำชัย 1-0 จาก อลัน เคนเนดี้ ทำให้ทีมครองเจ้ายุโรป สมัยที่ 3 จากนั้นเจอกันในรอบ 16 ทีม ปี 2009 เกมแรก หงส์บุกชนะถึงเบอร์นาเบว 1-0 ก่อนจะเปิดแอนฟิลด์ยำใหญ่ 4-0 ส่วนสองเกมหลังสุดเจอในรอบแบ่งกลุ่ม ปี 2014 เรอัล มาดริด บุกชนะ 3-0 และกลับไปกำชัยในถิ่น 1-1 เท่ากับ 5 นัด ลิเวอร์พูล เหนือกว่าด้วยการชนะ 3 แพ้ 2

 

๐ ทิศทางของเกม

          ทั้งสองทีมเหมือนกันคือ “ถอยหลังไม่เป็น”

            เรอัล มาดริด มีองค์มีทรงกว่าในถ้วยใบนี้ เหมือนกับว่าถูกโฉลกไปหมดทั้งผู้จัดการทีมและนักเตะ แถมการตัดสิน”เหมือนจะ”เป็นใจมาให้ตลอดเส้นทาง พวกเขาจะเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่าแน่นอน และจะกดดันได้มากกว่าแน่นอน

            หมายความว่า “เกเก้นเพรสซิ่ง” ปรัชญาของ คล็อปป์ คือประเด็นสำคัญกับเกมลักษณะนี้ การเข้าบอลเร็ว การเพรสจากแดนบนจะไม่เกิดผล หากว่าเล่นแค่คนหรือสองคน อาจจะ 3 คนด้วยซ้ำ แต่จำเป็นที่จะต้อง”เล่นทั้งทีม” เพราะผู้เล่นเรอัล มาดริด ความสามารถเฉพาะตัวดีมาก หากเข้าหาแบบบุ่มบ่ามรับรองว่า เหนื่อยฟรี ตีรถเปล่าแน่ ๆ

            หากเทียบตำแหน่งต่อตำแหน่งแบบปอนด์ต่อปอนด์ ยังเป็น เรอัล มาดริด ที่ดีกว่าแทบจะทุกจุด เพียงแต่จุดที่เป็นรองคือ “การมาเป็นทีม” การมีหัวใจเดียวกันของนักบอล “สปิริต” เป็นเรื่องที่ลิเวอร์พูลชัดเจนกว่ามาก “การทำงานเป็นทีม” นี่คือข้อได้เปรียบกับการที่ต้องเจอกับทีมที่มีสตาร์เต็มทีม กัปตันทีมชาติเต็มไปหมดแบบเรอัล มาดริด

๐ สิ่งที่น่าจับตามอง

            สไตล์การเล่นทั้งสองทีมคล้ายคลึงกัน เมื่อใช้การเล่นเกมรุกจาก”แบ๊คทั้งสองฝั่ง”ในการเข้ากดดันคู่แข่ง ดังนั้นพื้นที่ในเกมรับเวลาโดนสวนกลับ ใครจะปิดได้มากกว่า ใครจะมีสมาธิกว่า พวกมาดริดอันตรายทุกวินาที แต่ก็จะเผลอกะพริบตาการเล่นของ 3 แนวรุกของลิเวอร์พูลไม่ได้เช่นกัน

            ลิเวอร์พูล มาแบบกำปั้นทุบดิน นั่นคือ 11 ตัวจริงคือชุดที่ใครก็รู้ว่าจะต้องเป็นทีมนี้แน่ ๆ กับตัวเลือกที่น้อย ไม่ต่างจากปี 2005 ที่พลิกล็อคในค่ำคืนประวัติศาสตร์ที่อิสตันบูล ขณะที่ เรอัล มาดริด มีตัวเลือกล้นทีม คุณภาพนักเตะแนวลึกดีกว่า แต่จุดแข็งตรงนี้มันอาจทำร้าย ซีดาน หากว่าเขา “รักพี่เสียดายน้อง”ในการจัดตัว

            อย่างที่เคยบอกไปว่า ถ้าหากเจอกันเมื่อปีก่อน เรอัล มาดริด มาชุดนี้ เล่นแบบนี้ แต่หาใครมาปราบพวกเขายากเหลือเกิน แต่ในปีนี้พวกเขามีออกอาการเป๋ไปเป๋มา ก่อนจะดึงสติตัวเองกลับมาจนได้ป้องกันแชมป์ และหากต้องเจอกันในรอบตัดเชือก 2 นัด ลิเวอร์พูล ต้านไม่อยู่แน่ และอาจจะ”กระดูกแตก”ไปเลย แต่นี่คือเกมนัดชิงชนะเลิศ นัดเดียวจอด หากไม่กดดันตัวเองจนเกินไป

ธรรมชาติการเล่นจะอยู่ที่ลิเวอร์พูล ส่วนแรงกดดันจะตกอยู่ที่หน้าตักของเรอัล มาดริด

            อัตราต่อรอง : เรอัล มาดริด ต่อ เสมอควบครึ่ง

“บีแหลมสิงห์”ฟันธง : หงส์ไม่แพ้

ปล.ติดตามการบรรยายของผมในคู่ชิงชนะเลิศ ครั้งสำคัญนัดนี้ ทาง PPTV HD เริ่มเข้ารายการ ตี1 ครับ

Comments

comments