ผ่าหลังเกม”หงส์”ทุบค้อน โดย บีแหลมสิงห์

“จังหวะ-โอกาส-เวลา”

การเล่นอย่างลงตัว ไทม์มิ่งเวลาได้กัน ทำให้ 3 คะแนนเป็นของแชมป์เก่าในสายฝนที่โปรยปรายตลอดทั้งเกม……….

ขยับแซง เลสเตอร์ ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ด้วยการมี 40 แต้ม จาก 21 นัด ตามหลัง แมนฯซิตี้ จ่าฝูง 4 คะแนน แม้จะเล่นมากกว่า 1 เกม

แต่นี่คือชัยชนะที่แสดงให้เห็นถึงหลายสิ่งอย่าง………….


บอลระบบของ ลิเวอร์พูล เอฟซี ยังคงดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับอาการบาดเจ็บที่ยังคงตามเป็นเงา

ชัยชนะเหนือ เวสต์ แฮม ที่ลอนดอน สเตเดี้ยม 3-1 ทำให้สกอร์สองนัดในรอบ 4 วัน ณ มหานครแห่งความฝัน ออกมาเหมือนกัน และเปลี่ยนเป็น 6 คะแนนสำคัญของ “หงส์แดง”

ก่อนเกม ซาดิโอ มาเน่ มีอาการเดียวกันกับ ฟาบินโญ่ ตอนประกาศชื่อนั่นนัดก่อนนั่นก็คือ “เจ็บกล้ามเนื้อเล็กน้อย”

แนวรับต้องเปลี่ยนอีกครั้งตามคาด เป็นคู่ที่ 12 ในการลงเตะ 21 นัด

เวสต์ แฮม กำลังคึกคัก ได้ระบบที่ชัดเจน และพร้อมสมบูรณ์แบบ 4-2-3-1 พร้อมกับการชนะรวดทั้ง 6 นัดที่ลงเล่นในปฏิทินปีนี้


รายละเอียดการเล่นเหมือนกับตามหน้ากระดาน แทคติคของ เวสต์ แฮม คือรับ ใครเจอกับ ลิเวอร์พูล ก็ต้องเล่นแบบนี้ทั้งนั้นไม่ว่าเฟซอินทร์ เฟซเอาท์ เฟซพรหม

แต่ธรรมชาติของพวกเขาไม่ได้รับใครลึก พวกเขาขยับยกแผง เพราะโดยปกติทีมนี้คือทีมที่เล่นแบบตื้อเท่านั้นที่ครองโลก และใช้แบ๊กขึ้นเติมเกมรุก แต่ใช้กับครึ่งแรกไม่ได้ รวมถึงครึ่งหลังก็ด้วย

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กดอยู่ด้านแบ๊กของ แอร่อน เครสเวลล์ ตัวครอสจอมแม่นยำที่ต้องเฝ้าฐาน อีกฟากฝั่งคือ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กดอยู่คนเดียว เพราะ ดิว็อก โอริกี้ มีหน้าที่ต้องวิ่งเข้าเสียบใน แต่ก็ทำให้ จาร็อด โบเว่น ไม่ได้เล่นเกมบุก ต้องมาช่วย คูฟาล

ลิเวอร์พูล เล่นได้อย่างรวดเร็ว ตัวพลิกบอลเต็มไปหมด โดยมี เจมส์ มิลเนอร์ ที่ใช้พละกำลังสูงกว่า ธิอาโก้ ที่เดินขึ้นสูง และ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ที่ต้องดูแลบนหน้าแผงรับ

เฮนโด้ ลงไปหลัง แต่เหมือนกับทำให้ มิดฟิลด์ มีเพิ่งไปอีกคนหนึ่ง ช่วยในการออกบอลได้เยอะ แต่จะจ่ายแต่ลึกแต่ละทีต้องคิดนาน เพราะพวกเวสต์ แฮม ตัวใหญ่ ๆ ให้ตรง ๆ ลำบากมาก ๆ

…..เมื่อเป็นแบบนี้ที่ไม่มี ซาดิโอ มาเน่ ที่ไม่รู้ว่าไปเจ็บอะไรกันตอนไหน ถึงได้มีข่าวออกมาและไม่ได้เล่นเหมือนกับ ฟาบินโญ่ เมื่อเกมที่แล้ว

ทำให้ เซอร์ดาน ชากิรี่ ได้เล่น แต่ไม่ได้เล่นตัวบน ต้องมาเล่นเป็นตัวเก็บบอลในแดนรุก ที่ ไวจ์นัลดุม เคยทำ

บอลวิ่งเร็วน่าสนใจ แต่ ดิว็อค โอริกี้ ไม่ได้ไปกับบอลในลักษณะแบบนี้ด้วย (เอ็งกลับไปไว้ทรงเก็งก็อง อีกสักรอบดีมั๊ย)

โดยเฉพาะการเข้าชาร์ทแต่เหมือนกับสกัดออกในช่วงก่อนหมดเวลานี่…..ฮามาก

หลายคนคิดถึงประเด็นนี้ มันก็ไม่ต่างกับการเลือก แนต ฟิลลิปส์ ลงเล่นในแนวรับ

โอริกี้ ต้องมาตั๊นท์กับ แองเจโล่ อ็อกบอนน่า และเคร็ก ดอว์สัน ที่ไซซ์ขนาดน้องยักษ์ทั้งนั้น ขณะเดียวกับ ฟิลลิปส์ ก็ต้องมาเย่อกับ มิคาอิล อันโตนิโอ

แนต ฟิลลิปส์ สกัดกั้นสำคัญได้ดี ชัด ๆ เลยคือ 2 ครั้งในช่วงท้ายครึ่งแรก จากการโหม่งลูกฟรีคิก และลูกบล็อกในการดวลกับ อันโตนิโอ เขาพยายามทำงานอย่างมาก แต่การเล่นร่วมยังต้องรอต่อไป

เวสต์ แฮม ปกติจะเดินเครื่องได้หนักกว่านี้ โดยเฉพาะคู่กลาง แต่เจอการเล่นแบบคล่องตัวทำให้บอลยาว ๆ ของ โธมัส ซูเซ็ค กับ เดแคลน ไรซ์ ขาดแคลนไปเลย ยิ่ง ปาโบล ฟอร์นาลส์ ต้องลงมาช่วย เครสเวลล์ ยิ่งหายไปจากเกม แต่โอกาสขึ้นมาเล่นร่วมกันครั้งเดียวก็เกือบได้ประตูเช่นกัน

โชคดีที่การประสานงานในแนวลึกของ ลิเวอร์พูล ตัวเคลื่อนหลากหลาย

แต่หน้าเป้าหาไม่เจอในครึ่งแรก………


เกมครึ่งหลังไม่ได้ต่างไปจากเดิม ก่อนที่ระบบสำคัญกว่านักเตะอีกครั้ง

ภาพข้างสนามที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องตอบคำถาม เจมส์ มิลเนอร์ ว่าทำไมต้องเปลี่ยนเขาออกไปจากเกมที่เพิ่งเดินมาแค่ 10 กว่านาที

การเคลียร์กันแบบ”ตดยังไม่หายเหม็น” ทุกอย่างที่เหมือนจะ และอาจจะคุกกรุ่นก็หายไป

34 วินาทีที่ เคอร์ติส โจนส์ ลงมาก็มาแผ้วทางให้กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงประตูปลดล็อกได้สำเร็จ หลังจากกระหน่ำใครไม่ได้มากว่า 500 นาทีในบอลลีก

เป็นช่วงเวลาที่สำคัญจริง ๆ เพราะ โจนส์ ก็ถูกตั้งคำถาม ซาลาห์ ก็โดนพวกแฟนบอลใจเร็วตามจับสังเกตุ

แถม คล็อปป์ ก็ดันถูกตั้งคำถามจากรองกัปตันซะฉิบ!!!!

รอดพ้นวิกฤติแรก และได้ประตูในช่วงที่กำลังวิกฤติ เป็นประตูที่สะท้อนความเป็นลิเวอร์พูลอีกครั้ง และปรัชญาการสวนกลับของ คล็อปป์

เวสต์ แฮม กำลังโถมขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนสกอร์ให้มันกลับมาเท่ากัน พวกเขาเดินหน้าขึ้นมาอย่างน่าสนใจ แต่จังหวะเตะมุมทีเด็ด โดนเล่นงานจากการโต้กลับ 3 ทีเข้าไป

ซาลาห์ เฟิร์สท์ทัชโคตรเวิลด์คลาส ด้วยขวาข้างที่ไม่ถนัด จากการตักมาให้ของ ชากีรี่ และสังหารด้วยซ้ายเข้าอย่างพอเหมาะพอเจาะ

ลูกนี้ไทม์มิ่งดีมาก ๆ เมื่อ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน โขกสกัดออกมาที่ เทรนท์ และเปิดบอลยาวอย่างมั่นใจให้กับ ชากีรี่ รู้หน้าที่ในการวิ่งทำฉากออกไป

ซาลาห์ ที่วิ่งตรงเป็นไม้บรรทัดไปรอหน้าประตู และทำประตูนี้ได้ ทำให้ความมั่นใจทั้งหมดกลับมา

ก่อนที่จะต่อบอลกันไป”ล่อกันซึ่งหน้า”ของ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และฟีร์มิโน่ ที่เล่นสำรองในเกมนี้ ให้กับ ไวจ์นัลดุม สังหารแบบ”ทีมเวิร์ค”

แม้จะไม่ได้คลีนชีต แต่ชัยชนะนัดนี้กับทีมที่กำลังมั่นใจแบบนี้มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ยิ่งมีนักเตะเจ็บแบบต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า แผนงานของ คล็อปป์ ตั้งแต่วันแรกที่มา มันตอบโจทย์เวลาที่เจอกับปัญหามรสุมลูกใหญ่ที่โถมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ว่ากันตามเชิง เกมนี้กองหลังลิเวอร์พูล ช่วยกันเล่นได้ดีมาก ทุกคนเป็นธรรมชาติ และ”เข้าใจ”ในธรรมชาติของแต่ละคน

กองกลางเล่นกันได้อย่าง”มีประสิทธิภาพ” และ ไวจ์นัลดุม ช่วยยืนตรงกลางได้อย่างมั่นคง ธีอาโก้ ขยันขึ้นลงบอกให้เห็นถึงร่างกายที่สมบูรณ์ และเจมส์ มิลเนอร์ ที่ใช้ร่างกายหนักมาก ในการปะทะให้ก่อน

6 แต้มอันล้ำค่า หลังจากมือเปล่ามาเกือบเดือน

นัดหน้าได้กลับไปเล่นในบ้านดวลกับ ไบรท์ตัน ก่อนจะดวลกับ แมนฯซิตี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ได้มาก ๆ นี่คือ “ไทม์มิ่ง” ที่พอดีอีกครั้งเหมือนเขียนบทกันมา

ฤดูกาลยังอีกยาวไกล แต่อย่าให้ชัยชนะนัดนี้บดบัง”เงื่อนไขของเวลา”ที่ตลาดนักบอลหน้าหนาวจะปิดในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ให้สัปดาห์นี้เป็นความสมบูรณ์แบบของเงื่อนไขเวลาอย่างแท้จริง…………

บีแหลมสิงห์

ปล.แมน ออฟ เดอะ แมทช์ : ผมชอบ ซาลาห์ วันนี้เฉิดมาก และอีกคนคือ ธิอาโก้ อ่านขาดไปหลายเล่มเกวียนเลย ส่วน ฟิลลิปส์ ถือว่าทำได้เกินฝีมือต้องปรบมือให้

ฝากกดติดตาม ยูทูป ด้วยนะครับ ขอบคุณจ้า **** https://www.youtube.com/channel/UC-oN-9fiC0tzPH2SdVrITJQ

Facebook Comments

Related Articles