รู้ว่าเสี่ยงแต่ต้องขอลอง!”เจอร์ราร์ด”ครั้งYoungG

ดูไฮไลท์ุตบอลฟรี

ในที่สุด สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก็ทำตามที่หลายคนโดยเฉพาะ”แฟนบอลของเขา”แอบคิดอีกครั้ง

                เมื่อกระโดดมารับงานสำคัญ ถือเป็นงานใหญ่ระดับพรีเมียร์ลีก กับ แอสตัน วิลล่า

                ด้วยแนวคิด ท่าทาง นิสัย ที่รักการต่อสู้

เขาคือศัตรูผู้น่ารักของคู่แข่ง

                เจอร์ราร์ด คือตำนานนักเตะของทีมชาติอังกฤษ ที่รับใช้ชาติไปมากถึง 114 นัด และเป็นตำนานนักเตะของลิเวอร์พูล ที่ไม่ใช่มาจากการซื้อขาย

                แต่มาในแบบฉบับนักเตะพื้นบ้าน นักเตะท้องถิ่นนิยม

                เจอร์ราร์ด ลงสนาม 504 นัดบอลลีก และรวมทุกรายการคือ 710 นัดกับ ลิเวอร์พูล พร้อมกับเป็นกัปตันทีมมากที่สุดถึง 473 นัดให้กับ หงส์แดง และติดทีมชาติ 114 นัด โดยเขาย้ายจาก ลิเวอร์พูล ในช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ไปอยู่เมเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกา กับ แอลเอ แกแล็คซี่  ก่อนจะกลับมาเป็นทีมสต๊าฟฟ์ให้กับ ลิเวอร์พูล และโดดไปรับงานที่ กลาสโกว

เรนเจอร์ส เมื่อ 3 ปีก่อน พร้อมเป็นแชมป์ลีกสก็อตแลนด์ ครั้งแรกในรอบ 10 ปี

                เรื่องราวชีวิตของ เจอร์ราร์ด น่าสนใจอย่างมาก มีความพันผูกกับลูกหนังมาตั้งแต่เด็ก เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ “บอร์น ทู บี” เกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริง ๆ

                มีเรื่องของจุดเริ่มต้นของเขามาเล่าให้ฟังกันอีกครั้ง กับการที่ เจอร์ราร์ด อยู่ในแอนฟิลด์ ยาวนานถึง 25 ปี เป็นนักบอลในลักษณะความเป็นผู้นำสูงมาก และน่าจะเล่นที่แอนฟิลด์แบบ “วัน คลับ แมน” แต่สุดท้ายต้องย้ายออก

                เพราะการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล แต่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องบอลของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส……….

                ว่ากันถึงการเติบโตของ เจอร์ราร์ด

                ปี 1987 บนวัยเกือบๆ จะ 9 ขวบ เจอร์ราร์ด เริ่มต้นกับ ลิเวอร์พูล อะคาเดมี่ และมี ฮิวจ์ แม็คออลี่ย์ เป็นโค้ชคนแรก และได้รับความสนใจจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เช่นกัน

                เจอร์ราร์ด เกือบจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอล เพราะลงเล่นฟุตบอลในสนามหญ้า ตอนนั้นบอลไปตกที่พุ่มไม้ที่รกมากๆ เพื่อนตะโกนว่า ห้ามเอามือจับบอล ทำให้ เจอร์ราร์ด หวดบอลที่อยู่ในพุ่มไม้ ปรากฏว่า นิ้วหัวแม่เท้าโดนคราดทิ่มเข้าไปอย่างจัง ก่อนจะนำส่งโรงพยาบาล และเกือบต้องตัดนิ้วเท้าทิ้ง

                ซึ่ง เจอร์ราร์ด มาบอกทีหลังว่า “นับตั้งแต่เป็นนักฟุตบอลอาชีพ มีอาการบาดเจ็บมากมาย แต่ไม่เคยเจ็บขนาดวันนั้นที่โดนคราดทิ่มนิ้วมาก่อนเลย”

                ในปี 1989 เจอร์ราร์ด บอกว่าา เขาเล่นฟุตบอลที่ลิเวอร์พูล เพื่อเป็นการอุทิศ ให้กับ จอน-พอล กิลฮูลี่ย์ ลูกพี่ลูกน้องวัย 10 ขวบ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ ฮิลล์สโบโร่ ซึ่ง เจอร์ราร์ด เกือบได้ไปชมเกมนั้นเช่นกัน

                หลายสิ่งหลายเหตุการณ์ผลักดันให้เป็นนักเตะอาชีพ เขาได้ร่วมซ้อมกับทีมเยาวชนลิเวอร์พูลเต็มรูปแบบตอนอายุ 14 ในยุคนั้น เจอร์ราร์ด ที่กำลังอยู่ในการดูแลของ “ด่วนอันตราย” สตีฟ ไฮเวย์ อดีตดาวดังของทีม ซึ่ง เจอร์ราร์ด ขยับขึ้นมาติดทีมโรงเรียนของอังกฤษ และเกือบจะติดทีมชาติอังกฤษ ชุด ยู-15 พร้อม ไมเคิล โอเว่น ในการคัดตัวที่ลิลล์แชล

                ปรากฏว่า เจอร์ราร์ด ไม่มีชื่อติดทีม ทำให้เขาโกรธมากถึงกับโทร.ไปหา ไฮเวย์ ปรากฏว่าปลายสายตอบว่า “เป็นคนปฏิเสธด้วยตัวเอง” พร้อมกับบอกกับ เจอร์ราร์ดว่า ให้มาที่เมลวู้ด แล้วจะได้อะไรมากกว่าไปติดทีมชาติหนนี้

                เป็นจิตวิทยาที่ได้ผล เมื่อทีมชาติอังกฤษรุ่นเล็ก มาอุ่นแข้งกับ ลิเวอร์พูล อะคาเดมี่ แน่นอนว่า เจอร์ราร์ด วิ่งประดุจม้าบ้าและยิงประตูได้อีกด้วย

                กระทั่งวันที่ 5 พฤศจิกายน 1997 ในยุคที่ รอย เอฟแวนส์ เป็นผู้จัดการทีม เจอร์ราร์ด ได้สัญญาเป็นนักเตะอาชีพ และรับเงิน 700 ปอนด์ต่อสัปดาห์

                หนึ่งปีต่อมา ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ รอย เอฟแวนส์ ทำงานร่วมกับ เชราร์ อุลลิเยร์ เป็นกุนซือคนคู่ เป็นคู่แรกในประวัติศาสตร์ ทำงานกันได้เพียง 3 เดือน ซึ่ง อุลลิเยร์ ได้ทำงานแบบเดี่ยวๆ

                คล้ายกับว่า ฟ้าก็เปิดให้กับ เจอร์ราร์ด เช่นเดียวกัน

                29 พฤศจิกายน 1998 ลิเวอร์พูล เปิดบ้านพบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในนาทีสุดท้ายของเกมก่อนทดเวลาบาดเจ็บ ขณะที่ทีมกำลังนำอยู่ 2-0 เจอร์ราร์ด ที่ได้ใส่หมายเลข 28 แทนที่ นิกกี้ ริซโซ่ ได้ลงสนามเป็นเกมแรกให้กับทีม เป็นเกมที่แอนฟิลด์ โดยลงแทน เวการ์ด เฮ็กเก้ม แบ๊กขวานอร์วีเจี้ยน

                ก่อนจะประเดิมเป็นตัวจริงหนแรกในเกมยูฟ่า คัพ เจอกับ เซลต้า บีโก้

                เจอร์ราร์ด นับว่าเขาโชคดีอย่างมากที่อยู่ร่วมกับนักเตะแดนกลางชั้นดีมากมาย ตั้งแต่สมัยเยาวชนจนถึงก้าวมาเล่นชุดใหญ่ เมื่อได้เห็นการเล่นของ รอนนี่ วีแลน, สตีฟ แม็คมาน, จอห์น บาร์นส์ จนมาถึงรุ่นสไปซ์บอยอย่าง สตีฟ แม็คมานามาน, เจมี่ เร้ดแนปป์, แพทริค แบร์เกอร์ และได้เล่นกับ พอล อินซ์, แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์, แดนนี่ เมอร์ฟี่ย์ และดีทมาร์ ฮามันน์

                ช่วงที่ เจอร์ราร์ด ก้าวขึ้นมาใหม่ๆ นั้น เขาเล่นในบทบาทมิดฟิลด์ริมเส้นด้านขวา และไม่ได้มีวี่แววแห่งการเป็น “สัญลักษณ์ของทีม” เนื่องจากตอนนั้นทีมมีความภูมิใจอย่างมาก เมื่อมีเด็กท้องถิ่นก้าวขึ้นมาก่อนหน้านั้นถึง 3 คนนั่นคือ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, เจมี่ คาร์ราเกอร์ และไมเคิล โอเว่น

                กระทั่งวันที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก และได้เป็นกัปตันทีมจากการมอบหมายของ อุลลิเยร์ ในเดือนตุลาคม ปี 2003 จากเด็กที่เล่นบอลไร้สติ กลับสุขุมลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น

                การนำทีมได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่อิสตันบูล ปี 2005 คือจุดที่ให้ทุกคนรักและบูชา เจอร์ราร์ด รวมถึงการปฏิเสธโอกาสในวินาทีสุดท้ายที่ไม่ย้ายไปเชลซี ในปีเดียวกัน

                หากนับจากวันที่เริ่มต้น ไม่มีใครคิดหรอกครับว่า เจอร์ราร์ด จะอยู่ยั้งยืนยงที่แอนฟิลด์มายาวนานจนถึงปี 2015

                สตีเว่น เจอร์ราร์ด อยู่ในทีมชุดใหญ่ที่แอนฟิลด์ ภายใต้โค้ชของ 5 กุนซือ 5 สัญชาติ ที่แอนฟิลด์ เริ่มจาก เชราร์ อุลลิเยร์ เป็นชาวฝรั่งเศส, ราฟา เบนิเตซ เป็นคนสเปน, รอย ฮอดจ์สัน เป็นคนอังกฤษ, เคนนี่ ดัลกลิช เป็นชาวสกอตแลนด์ และ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เป็นคนไอร์แลนด์เหนือ

                ในยุคทุนนิยม คงจะยากมากๆ ที่จะหานักเตะในลักษณะเดียวกันกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ค่อนข้างยาก ยากมากจริงๆ

                การเป็นคนท้องถิ่น, เป็นแฟนบอล และขึ้นมาเป็นกัปตันทีมได้คือความพิเศษ แน่นอนว่าคนจะรักเจอร์ราร์ด มากๆ

                หากว่ากันถึงเรื่องระบบการเล่นในปัจจุบัน ไม่ใช่การสูญเสีย แต่จะเป็นการเริ่มเจเนอเรชั่นใหม่ที่ไม่มีนักเตะท้องถิ่น

                แต่เป็นการสูญเสีย “สัญลักษณ์” ของสโมสร

                ปริศนาอนาคตของ เจอร์ราร์ด เดากันไม่ยาก คือเขาต้องการจะเป็นนักเตะที่ลงสนามต่อเนื่อง และจะไปในลีกที่สามารถเล่นได้

                สำหรับแฟนหงส์ แฟนบอลทั้งรักและเกลียด ไมเคิล โอเว่น

                แฟนบอลรัก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์

                แฟนบอลชื่นชม เจมี่ คาร์ราเกอร์

                แฟนบอลรักและศรัทธาที่สุด สตีเว่น เจอร์ราร์ด เพราะเค้าคือผู้ซื่อสัตย์, เป็นแรงบันดาลใจของท้องถิ่น และที่สำคัญ เจอร์ราร์ด คือจิตวิญญาณของสโมสร

                …….นาทีปัจจุบันนี่คือการท้าทายครั้งสำคัญของ เจอร์ราร์ด ในการมาคุมทัพ วิลล่า แต่ไม่ได้โหดเหี้ยมเท่ากับ “ท็อปทีม” เมื่อเขามีโอกาสทำงานกับทีมที่ “เป้าแรก” ไม่ได้วางไว้ที่ “แชมเปี้่ยน”

                ผมมองว่า อันนี้หนักเป็นเบา

                ไม่ได้คุมทัพที่มี ซูเปอร์สตาร์ ที่มากมายนัก แต่มีขุมกำลังที่พอใช้ได้เลยทีเดียว กับการทำตามเป้าหมายแรกกับครึ่งปีต่อจากนี้ก็คือ “คงสถานะ” ของสโมสรให้อยู่ในพรีเมียร์ลีก

                เจอร์ราร์ด เคยทำให้ทุกคนเห็นว่า เขาคือนักบอลระดับโลก ทำสถิติต่าง ๆ มากมาย มีทั้งขึ้นและลงในชีวิตการค้าแข้ง จากนี้โฟกัสของเขาจะมากขึ้น เพราะในสก็อตแลนด์ กับ อังกฤษ ต่างกันสิ้นเชิงเรื่องมูลค่าฟุตบอล

                ต่างกันสิ้นเชิงถึงการต่อสู้ในเรื่องของระดับและมาตรฐาน

                ในฐานะที่เป็น”แฟนฟุตบอลคนหนึ่งของเจอร์ราร์ด” อาจจะ”ไม่เห็นด้วย”กับการตัดสินใจมาคุมทัพหนนี้ เพราะมีความเสี่ยงมาก…..มากจนเกินไป

                ที่จะเอาชื่อมาทิ้ง

                ขวากที่ขวางอยู่ข้างหน้า เราเห็นแค่ชื่อกุนซือแต่ละคนละระดับท็อปทั้งนั้น อาทิ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, เยอร์เก้น คล็อปป์, โธมัส ทูเคิล เป็นอาทิ รวมถึงการมาของ อันโตนิโอ คอนเต้

                บอสเก่าร่วมบารมีกันสร้างความสำเร็จอย่าง ราฟา เบนิเตซ รวมไปถึงคู่ปรับตัวสำคัญอย่าง ร็อดเจอร์ส

                นั่นก็หมายว่า “รู้ว่าเสี่ยง” แต่ เจอร์ราร์ด คิดในใจว่า “คงต้องขอลอง”

                อีกอย่างของการตัดสินใจก็คือ คริสเตียน เพิร์สโลว์ ที่นั่งตำแหน่งซีอีโอของ วิลล่า ในปัจจุบัน ก็เคยทำงานด้วยกันที่ ลิเวอร์พูล เมือปี 2009

                แน่นอนที่สุดเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็ต้องลุยกันต่อ

                ตราบใดที่”มนุษย์”ที่เป็น”คู่แข่ง”ยังคง”เลือดไหล”

                นั่นหมายว่า โอกาสที่จะ”ชนะ”……ยังมี!!!!

                                                                                                บี แหลมสิงห์

Facebook Comments

Related Articles