สกู๊ป : “ลิเวอร์พูล”ปีนี้ต้องลุ้นแชมป์ by “บีแหลมสิงห์”

สกู๊ปลิเวอร์พูล by บี แหลมสิงห์ 11-8-2018

เรื่อง : “ลิเวอร์พูล”ปีนี้ต้องลุ้นแชมป์

—————————————–


มีคำถามมากมายเกี่ยวกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลใหม่ 2018-19
ทิศทางของพวกเขาจะเป็นไปในทิศทางไหน
ประเด็นคือ แฟนบอลถามว่า ปีนี้ลิเวอร์พูล จะได้ลุ้นแชมป์หรือไม่
คำตอบเดียวเลยก็คือ ปีนี้ “หงส์แดงต้องลุ้นแชมป์”
ไม่ใช่แค่ “หงส์แดงได้ลุ้นแชมป์”….เพราะอะไรเหรอครับ????
สาเหตุก็คือ “การลงทุน” ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ไม่ว่าจะยุคใด หรือสมัยใดของสโมสร
นับตั้งแต่การดูแลของ เดวิด มัวร์ส ในยุคอันเรืองรอง ก่อนจะเข้าสู่ยุคพรีเมียร์ลีก เจ้าของทีมผู้ซื่อสัตย์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้สโมสรก้าวไปข้างหน้า โดยหาผู้มา”ทำงานต่อ” เนื่องจากเขาไม่สามารถไปต่อได้
สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง มัวร์ส ตัดสินใจผิดพลาดที่สุดในชีวิต เมื่อเลือกแล้วเลืออีกแต่โชคร้ายแบบ”สึดๆ”ที่ปล่อยให้กับ ทอม ฮิตส์ และจอร์จ ยิลเล็ตต์
เหมือนแต่งงานเลือกผัวเลือกเมียผิด จนคิดจนตัวตาย
ฮิคส์ กับ ยิลเล็ตต์ โชว์ผลงานการ”ไม่ทำอะไรเลย”กระทั่งทีมกำลังจะถูกปรับตกชั้นและล้มละลาย ใกล้ถูกเข้าควบคุมกิจการ จนมาได้ เฟย์นเวย์ เข้ามาทำงาน
8 ปีนับจากความเฮงซวย ลิเวอร์พูล เดินหน้ากลับมาเข้าชิงแชมป์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รวมถึงแอนฟิลด์ที่เก่าครึ่มครึ กลายเป็น”อาณาจักร” ย่อย ๆ และกำลังจะมีทุกอย่างครบตามที่ตัวเองมีในอนาคต
สนามใหม่สร้างไม่ได้ ก็ปรับปรุงอัฒจันท์ขึ้นมาใหม่, ภูมิทัศน์สวยงาม และมีการซื้อที่ดินบริเวณรอบ ๆ เพื่อทำหลาย ๆ อย่างขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือ โรงแรม ที่จะเติมฝันแฟนบอลตื่นเช้ามา แคะขี้ตาแล้วมองเห็นแอนฟิลด์ในทันที
ทุกอย่างกำลังจะ”จับต้องได้ทั้งหมด” แต่สิ่งที่ยัง”จับต้องไม่ได้” นั่นคือ โทรฟี่แชมป์


เยอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาทำงานตั้งแต่ 8 ตุลาคม 2015 ทำทีมเข้าชิงไปแล้ว 3 รายการทั้ง ลีกคัพ, ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ในปี 2016 ต่อด้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นล่าสุด แต่ต้องพ่ายแพ้ทั้ง 3 ครั้ง 3 ครา
ถึงเวลาแล้วหรือยังสำหรับตำแหน่ง”แชมป์”ในยุคของ”คล็อปป์”
สำหรับผมมองว่า นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม และมันสุกงอมอย่างที่สุดแล้ว
…..อย่างที่เขียนไปข้างต้น การทำงานของ คล็อปป์ ถือว่าเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เห็นชัดเจนทุกสัปดาห์นั่นคือ สไตล์การเล่นที่เร้าใจเหมือนตัวของกุนซือ นั่นคือ ต่อต้านเด็กบูฟื้นฟูเฮฟวี่
ไม่มีใครเบื่อบอลสไตล์แบบนี้
เมื่อ”แบบแผน”มันชัดเจนขนาดนี้ สไตล์ฟุตบอลสนุกเป็นนางกวักให้กับแฟนบอลทุกสารทิศหลั่งไหลเข้าสนาม หลั่งไหลเงินสนับสนุนสโมสรด้วยการซื้อสินค้า”ถูกต้องตามลิขสิทธิ์” โดยเฉพาะ”เสื้อแข่ง” ที่ขายแบบถล่มทะลายกลายเป็นของ “แรร์ ไอเท่ม” ตั้งแต่ซีซั่นจบลงแค่สองเดือน
เงินต่อเนื่อง ลงท้ายการปรุงแต่งบัญชีปรับโน่นนี่นั่น ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ กับการเข้าตลาดปีนี้ที่โดนใจแฟนบอลตัวเอง และสะท้อนใจแฟนบอลทีมอื่น
รวดเร็ว ฉับไว และค่อนข้าง”โดนใจ”แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ความเจ็บปวด ความเสียใจ ระคนปนความเสียดายกับการพ่ายแพ้ที่เคียฟ ไม่ถึง 2 ชั่วคืน ทีมก็ปลุกอารมณ์แฟนบอลกลางดึกด้วยการซื้อ ฟาบินโญ่ กองกลางชาวบราซิล จากอาแอส โมนาโก มาร่วมทัพแบบงานไว
การได้ตัวนักบอลระดับที่”อัพเลเวล”คือสิ่งที่น่าสนใจอยู่แล้ว และมาถือว่าถูกที่ถูกเวลา ขณะที่แฟนบอลกำลังซึมเศร้าหงอยเหงายิ่งกว่าโดนเมียด่า ได้ตัวนี้มาแบบเซอร์ไพรส์ ทำให้จิตใจแฟนบอลฮึดขึ้นมาทันที
ต่อด้วย นาบี เกอิต้า ที่จับตัวตีตราจองไว้ข้ามปี ก่อนจะได้อีกสองคนที่ถือว่าเป็นการเติมที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ เชอร์ดาน ชากิรี่ ไอ้เหล็กตันจากสวิตเซอร์แลนด์ และด่านสุดท้าย อลิสซอน, อลิสสัน, อลิสซง ถั่วลิงสง เบคเกอร์


จะชื่ออะไรก็แล้วแต่อารมณ์ แต่ที่แน่ ๆ ถ้าวัดดีกรีกันแบบตัวต่อตัวแล้ว อลิสซอน คือนายประตูที่ดีกรีดีที่สุดของสโมสร อาจจะต่อจาก เรย์ เคลเมนซ์ โน่นเลยก็ได้
ลิเวอร์พูล ไม่ได้มีประตูระดับโลกขนาดนี้มานานมาก นานมากจริงๆ
เมื่อมีการเติมตัวแบบ”จั๋งหนับ”ขนาดนี้ เป็นสถิติต่อเนื่องขนาดนี้ตั้งแต่การคว้าตัว เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค คุมเกมรับระดับแพงสุดโลก
การลงทุนลักษณะนี้ ไม่มีความหมายอื่น นอกจากตำแหน่งแชมป์
เมื่อพิจารณาจากแต่ละตำแหน่ง คล็อปป์ มีทีมที่สามารถจัดได้มากขึ้นกว่าเดิม หลังจากมีปัญหาให้เขาต้องแก้ไขอย่างหนักในช่วงท้ายซีซั่น ที่สุดท้าย”กองกลาง”ที่เหลือแต่ประเภทผึ้งงานล้วน ๆ ไม่มีประเภทสร้างสรรค์ ตอนนี้ก็อัพเกรดแล้ว
ลองไล่นับกันดู


ประตู : อลิสซอน เบคเกอร์, ลอริส คาริอุส และซิมงต์ มินโญเลต์
แบ๊คขวา : นาธานเนี่ยล ไคลน์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
แบ๊คซ้าย : แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, อัลเบร์โต้ โมเรโน่
เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค, เดยัน ลอฟเรน, โฌแอล มาติ๊ป, รักนาร์ คลาวาน
โดยมี โจ โกเมซ สามารถลงเล่นได้ด้วยในทุกตำแหน่ง
กองกลาง : ฟาบินโญ่, นาบี เกอิต้า, อดัม ลัลลาน่า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจมส์ มิลเนอร์, จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม, มาร์โก กรูยิช
กองหน้า : ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, โดมินิค โซลันกี้, แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์
โดยที่ผู้มาใหม่ เชอร์ดาน ชากิรี่ เล่นได้ทั้งกลางและหน้า
เสียดายที่ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่ยังเจ็บยาวทั้งที่เขานี่แหละจะได้เล่นกองกลางตัวจริงในซีซั่นนี้กับ ฟาบินโญ่ และเกอิต้า
จำนวนนักเตะ กับ ขนาดทีม ถือว่าเพียงพอ แต่ในเรื่องคุณภาพขยับขึ้นมาอีกเยอะมากขึ้นกว่าเดิมแบบชัดเจนจริง ๆ

สำคัญที่สุดก็คือ “วิธีเล่น” เป็นสิ่งที่น่าสังเกตุมาตลอดว่า คล็อปป์ กับความจริงที่แท้ทรูเขาถนัดระบบ 4-2-3-1 สร้างชื่อบนแผ่นดินเยอรมนี แต่ไม่ค่อยได้มาใช้ที่อังกฤษ
มาที่นี่เขาเลือกใช้ 4-3-3 อยู่ที่ว่าจะยืนกันแบบไหน ซึ่งตอนนี้ทุกตำแหน่งแทบจะลงตัวทั้งหมด ยกเว้น “3” ตรงกลางที่ใครควรจะได้เล่นกับ ฟาบินโญ่ และเกอิต้า
หลายคนเชียร์ เฮนโด้ แต่นั่นจะทับกับ ฟาบินโญ่ เต็ม ๆ เท่ากับว่า จะต้องขึ้นมาเชื่อมเกมหรือไล่ล่าตรงกลาง เหมือนสมัยที่ เฮนโด้ เป็นลูกหาบให้กับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยุคลุ้นแชมป์ซีซั่น 2013-14
พื้นที่ตรงนี้ มิลเนอร์ กับ ไวจ์นัลดุม ก็ถนัดไม่แพ้กัน เท่ากับว่า แผงกลางเมื่อปีก่อน 3 คนช่วง 2 เดือนท้าย อาจจะเหลือพื้นที่ให้ีชิงแค่ 1 เดียว
ย้อนกลับไปว่า ถ้าหาก เอ็มเร่ ชาน สมบูรณ์ในตอนนั้น เฮนโด้ ก็จะแค่สำรอง หรือไม่ก็ต้องเบียดกับ มิลเนอร์ และไวจ์นัลดุม อยู่ดี แต่เมื่อ ชาน เจ็บ ก็กลายเป็น 3 คนนี้ได้เล่น

อ็อปชั่นตรงนี้น่าสนใจมาก ๆ อย่างที่บอกไปว่า คือตำแหน่งของ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน แต่เมื่อเขาเจ็บ และหากเจอกับทีมที่ไม่จำเป็นต้องเล่นเกมรับ เอาเข้าจริงแล้ว ชากิรี่ กับ ลัลลาน่า กลับน่าสนใจกว่า เฮนโด้, มิลเนอร์ และไวจ์นัลดุม ด้วยซ้ำไป
ด้วยสไตล์บอลไหลลื่น หาก ลัลลาน่า กลับมามั่นใจ เขาเป็นนักบอลที่เล่นได้เฉียบมากที่สุดคนหนึ่งในยุคของ คล็อปป์ แต่ปีก่อนโชคร้ายเจ็บแทบจะทั้งซีซั่น
ส่วน ชากิรี่ แสดงให้เห็นแล้วว่า ทักษะและการไม่หวงบอล ก็น่าสนใจไม่น้อยกับรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ต้องการ”สมอง”มากกว่า”พละกำลัง”ในจังหวะคับขัน
จากภาพความจริง ชากิรี่ ก็คงรู้ดีว่า เขาไม่มีทางจะไปเบียด 3 ประสานอย่าง ฟีร์มิโน่, ซาลาห์ และมาเน่ แน่นอน หากเขาพลิกลงมาเล่นตรงนี้ เหมือนหลาย ๆ จังหวะที่ทำได้ดีในช่วงปรี-ซีซั่น ก็ถือว่าน่าสนใจ
ทั้งหมด อยู่ที่ คล็อปป์ ว่า เมื่อเขากล้าที่จะอัพเกรดขนาดนี้

จะอัพเกรดวิธีต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะตัวเขาถือว่า”ไร้เงามือขวา”ที่ติดตัวเขามาตลอดอย่าง เซลจ์โก้ บูวัช
เมื่อทีมเป็น”ผู้ชนะในตลาด”ทั้ง”ตลาดนักบอล”และ”ตลาดการค้า” ทีนี้ก็อยู่ทีว่าจะชนะในสนามได้หรือไม่ เมื่อทุ่มไปขนาดนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ใช่แค่ได้ลุ้นแชมป์
แต่”จำเป็นต้องลุ้นแชมป์”เลยครับ นี่คือเรื่องของ”สถานการณ์”และ”ความเป็นจริง” ที่ไม่เกี่ยวกับคำว่า “ศรัทธา” แต่อย่างใด
ที่สำคัญก็คือ หากมือเปล่าอีกปี……
คล็อปป์ กดดันหนักแน่นอน!!!

บี แหลมสิงห์

#สรุปการซื้อ-ขายนักเตะของลิเวอร์พูล ซัมเมอร์ 2018

เข้า: นาบี้ เกอิต้า 52.7 ล้านปอนด์ (ไลป์ซิก), ฟาบินโญ่ 43 ล้านปอนด์ (โมนาโก), เซอร์ดาน ชากีรี่ 13.5 ล้าปอนด์ (สโต๊ค ซิตี้), อลิสซอน เบ็คเกอร์ 65 ล้านปอนด์ (โรม่า)

ออก: เอ็มเร่ ชาน หมดสัญญา (ยูเวนตุส), จอน ฟลานาแกน หมดสัญญา (เรนเจอร์ส). แดนนี่ วอร์ด 12.5 ล้านปอนด์ (เลสเตอร์ ซิตี้), โอวี่ เอจาเรีย ยืมตัว(เรนเจอร์ส), อดัม บ็อกดาน ยืมตัว(ฮิบเบอร์เนี่ยน), แฮร์รี่ วิลสัน ยืมตัว(ดาร์บี้ เคาน์ตี้), ไรอัน เค้นท์ ยืมตัว(เรนเจอร์ส), ไตอิโว้ อโวนิยี่ ยืมตัว (เกนท์), ชามาล จอร์ช ยืมตัว(ทรานเมียร์), อัลลัน ยืมตัว(แฟร้งค์เฟิร์ต), เบน วู้ดเบิร์น ยืม ตัวเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด) และ แดนนี่ อิงค์ส ยืมตัว(เซาธ์แฮมป์ตัน)

Comments

comments