เคาะ4ประเด็น!บอลไทยต้องไปต่อหลังยึดแชมป์ซูซูกิคัพ

ข่าวกีฬา

ทีมฟุตบอลชาติไทย มอบของขวัญฉลองวันปีใหม่ 1 มกราคม 2565 ด้วยการเป็นแชมป์อาเซียน

            “ช้างศึก”ระเบิดฟอร์มได้น่าประทับใจ ตลอดทัวร์นาเมนท์ที่สิงคโปร์ ที่ยาวนานนับเดือน ก่อนจะคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จด้วยชัยชนะเหนือ อินโดนีเซีย ท่วมท้นในสกอร์รวม 6-2

            เป็นรายการที่ชื่อจริงว่า เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 แต่เล่นทัวร์นาเมนท์กันในปี 2021 และนัดชิงเกมแรกก็เล่นปี 2021 ก่อนจะชิงกันในนัดที่ 2 ในปี 2022

            นี่คือบันทึกอีกหน้าสำคัญของฟุตบอลไทย ในการเป็นแชมป์สมัยที่ 6 ของอาเซียน

๐ “คุณภาพผู้เล่น”กับการ”โรเตชั่น”

            ฟุตบอลรายการนี้ กว่าจะได้แชมป์มีการเปรียบกับ”ฟุตบอลโลก” แบบกึ่งๆขำกึ่งๆสงสัย ที่ต้องเล่นมากกว่าบอลโลก รอบสุดท้าย ถึง 1 เกม บวกกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้นักบอลได้ไปเล่นรอบสุดท้ายถึง 30 คน

            การบริหารจัดการจึงเป็นเรื่องที่มากขึ้น ทีนี้การหยิบจับนำมาใช้ในรายการก็ต้องหมุนตัวกันให้ดี ปรากฏว่า ไทยเราทำได้ดีมาก ๆ นั่นหมายว่า คุณภาพของเรา”โดยรวม”ดีกว่าชัดเจน

            หัวหอกทะลวงฟันมีประสบการณ์ในต่างแดนอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, ชนาธิป สรงกระสินธิ์ และธีราทร บุญมาทัน ยังทำผลงานได้ดี บวกกับผู้รักษาประตูถ้าเรามองลึกลงไป มีให้เลือกมากกว่าคู่แข่ง งานทุกอย่างจึงเดินหน้าไปได้ และเป็นแชมป์ในบั้นปลาย

            รายการนี้ ไทย ที่เล่น”เลกแรก”ได้ดี ทั้ง 2 เกม ทั้งรอบรองฯ และรอบชิง สามารถผ่อนคลายได้ในนัดที่ 2 ทำให้ผู้เล่นจึงสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปได้แบบไม่มีปัญหา

๐ “มาโน่”สไตล์-สัญญาใหม่”บังคับเซ็น”

            การเจอกันครั้งแรก หรือกระทั่งการซ้อมกันครั้งแรกคือ “ในสนามจริง”ยุคปัจจุบันนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ของการระดับโลก แต่สำหรับประเทศไทย ยังคงเป็นวังวนเดิม ๆ หากชนะทุกอย่างจบ แต่ถ้าแพ้ขึ้นมาก็ตัวใครตัวมัน โดยถล่มเละตามสภาพ

            ครั้งนี้ ไทยเราฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ หลังจาก 2 ทัวร์นาเมนท์นี้ผ่านไปได้ทั้งศึกยู-23 กับ ศึกอาเซี่ยนคัพ ซึ่งเป็นแชมป์ และเป็นการรวมตัวกันของทีมชาติชุดใหญ่ที่ถือว่า “ฟูลทีม” ที่สุด และเมื่อทีมที่ฟูลได้ไปเล่นร่วมกัน หลายสิ่งแสดงให้เห็นว่า ไทยเรายังเหนือกว่าคู่แข่งบ้างในหลายๆจุด

            แต่ไม่ได้เหนือกว่าทั้งหมด

            มาโน่ ปกติเล่นบอลไม่สนกลาง ตะบึงห้อออกข้าง เล่นบอลไดเรคท์โจมตีหนัก ๆ กลับกลายเป็นยืดหยุ่นได้อย่างน่าสนใจ ภาพที่ชัดเจนที่สุดก็คือ รอบรองฯ นัดที่ 2 ไม่มีใครคิดว่า มาโน่ จะมาไม้นี้ แม้กระทั่ง พัค ฮัง ซอ เองด้วยซ้ำ

            เล่นบอลแบบปิด แทบจะไม่มีในดิกชันนารี่ของ มาโน่ แต่เขาเลือกที่จะทำ และกล้าที่จะปรับทัพแบบบานตะไท เพื่อรักษาสภาพนักเตะ และเลือกเอาความสดเป็นหลัก แต่มันมาจาก”เบ้าแรก”ที่เขาหลอมความมั่นใจจากการดวลแข้งกันในรอบแรก

ดังนั้นสัญญาฉบับสั้นที่จบไปนี้ ยังไงแฟนบอลก็ต้องการให้เขาได้รับต่อไป อยู่ที่ว่าสุดท้ายแล้ว จะเจรจากันได้ถึงขั้นไหน

แต่ผลงานขนาดนี้แล้ว ยังไงก็ต้องเซ็น

๐ กุนซือของคู่แข่งสำคัญที่แตกต่าง

            เรามองสะท้อนไปยังคู่แข่งสำคัญของไทยในตอนนี้ หาใช่ มาเลเซีย ที่เหมือนมีปัญหากันภายในที่แก้กันไม่ตก และทำท่าจะดิ่งไปอีกพักใหญ่ ๆ ที่นี้ที่เหลือก็คือ สิงคโปร์, เวียดนาม และ อินโดนีเซีย

            สิงคโปร์ หลังจากไม่ได้ชิง ทำให้ ทัตสุมะ โยชิดะ ตัดสินใจประกาศลาออก ทำให้ต้อง”เริ่มใหม่”

            ขณะเดียวกัน สองคู่ปรับที่ยืนจังก้ารอทีมชาติอยู่ในการ”ล้างตา”กันในครั้งหน้า ก็คือ เวียดนาม กับ อินโดนีเซีย มีชาวเกาหลีใต้ที่ต่างสไตล์กันอย่างสิ้นเชิงคุมทัพอยู่

            ชิน แต ยัง ของอินโดนีเซีย กับ พัค ฮัง ซอ ของเวียดนาม

            สไตล์ของสองคนต่างกันเยอะมาก ๆ และสำคัญที่สุดก็คือ แฟนบอลไทยบางคน ก็ต้องแยกให้ออกด้วยเวลาดูฟุตบอล ว่า ที่เค้าเตะกันคือ “ไล่เตะคน” หรือว่า “หนักในเกม”

            อย่าได้สับสนนำมาปนเปให้เสียงรางวัดตัวเองช่วงหล่นคอมเมนท์ตามสถานที่ต่าง ๆ

            ชิน แต ยัง ทำได้อยู่อย่างหนึ่งก็คือ นักบอลการูด้า ไม่ได้เป็นประเภทนอนสุ่มสี่สุ่มห้าในสนาม หรือไล่เตะคนเค้าไปทั่ว แต่วิธีที่เค้าทำตั้งแต่มารับงานเมื่อปี 2019 คือ อินโดฯ กล้าทำเกมมากขึ้น จ่ายบอลแม่นยำขึ้น แต่ด้วยศักยภาพที่เค้าเลือกก็คือ “มีเท่านี้” และ “รับได้เท่านี้”

            ก็จะ”ใช้เท่านี้”แหล่ะ

.           นักบอลอินโดฯ หลายคนจึงเป็นดาวรุ่งใหม่ ๆ ที่ค่อย ๆ ขึ้นมา หลังจากถอนรากถอนโคนพวกไม่เอาอ่าวออกจากทีม หรือนักเตะที่ดูเหมือนดีจากเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ก็เหลือมามีชื่อแค่ 3 คนเท่านั้น

            ขณะเดียวกัน พัค ฮัง ซอ กำลังจะพลิกบทบาทใหม่ กับงานที่เขาทำอย่างหนักหน่วงมาตลอดสี่ซ้าห้าปี กับ โกลเด้นเจนเนเรชั่นของเวียดนาม ที่สะพรั่งมาตั้งแต่ชิงแชมป์ยู-23 เอเชีย ต้นปี 2018

            สไตล์และนักเตะที่ปั้นมา ตอนนี้เขามีหลัก ๆ ในใจอยู่ 6 คน ทำให้มีข่าวว่า อาจารย์พัค กำลังจะเลือกคุมแต่ทีมชุดใหญ่เท่านั้น มองได้สองมุมก็คือ มุ่งหน้าพัฒนาทีมชุดใหญ่กันไปเลย

            อีกมุมคือ หฺนอะไรบางอย่างในระดับเยาวชนหรือไม่ กับคำว่า โกลเด้นเจนเนอเรชั่น

            ทั้งสองคน ถือว่าคนละสไตล์อย่างมาก อาจารย์ชิน คือแนวยุคใหม่ บอลเพรสติดตัว กดดันหนัก บี้ไม่มีหมด แต่หนักในเกม ส่วน อาจารย์พัค ผ่านมวยวัดมาหมาด ๆ เป็นแนวหนักแน่นแต่โบราณ มีทุกอย่างที่”บอลเกาหลี”ยุค80เคยเป็น

            ง่าย ๆ คือ อาจารย์ชิน แกไปในแบบ”กัมนังสไตล์” ส่วน อาจารย์พัค คือ “กำนันสไตล์”

            แต่ติดเรื่องเดียวกันที่”ศักยภาพ”

๐ ต่อยอดสู่ระดับเอเชีย

            ทุก ๆ ครั้งเราจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ถ้าไม่ชนะซีเกมส์ หรือแถบอาเซียนก็อย่าหวังไประดับเอเชียหรือบอลโลก”

            หนนี้ไทยเราชนะอีกครั้งแล้ว และเป็นครั้งที่ 6 จาก 13 ครั้ง

            เราจะต้องปรับอะไรต่อไปจากนี้บ้าง

            ว่ากันถึงเชิงบริหารจัดการ เรากำลังเลือกกลับมา”แบบเดิม”หลังจากไม่ใช้ตำแหน่งผู้จัดการทีม ที่เอาตรง ๆ ก็คือ นอกจากมา”ดูแล” แล้ว ก็จะต้องมาเป็น “กระเป๋า” ให้กับทีม

            สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ในยุคของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เลือกที่จะให้มี”ผู้ดูแล”แบบยุคเดิม ที่่เราเคยมีตัวอย่างที่ดี อาทิ “บิ๊กหอย” คุณธวัชชัย สัจจกุล หรือ “บิ๊กกร็อง” คุณวิรัช ชาญพานิชย์

            โดยให้ คุณนวลพรรณ ล่ำซำ เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้

            เมื่อ”จังหวะ”ทุกสิ่งอย่างเป็นใจให้ทั้งหมดใน”แผนงาน” หนนี้ ทำให้บอลไทยที่ต้องเดินทางกันต่อไปนั้น จะต้องปรับให้เข้ากับทุก ๆ สถานการณ์บนเวทีโลก

            สิ่งสำคัญก็คือ โปรแกรมการแข่งขันในประเทศ ที่ต้องสดคล้องกับทีมชาติ

            ผู้ให้การสนับสนุนก็จะต้อง”รู้จักปรับ”โดยเฉพาะ “งบประมาณประจำปี” ที่บ้านครั้งมันต้องเดินไปพร้อม ๆ กับสถานการณ์โลก ในยุคสมัยที่ทุกคนจะต้องพร้อม

            บางที่จะต้องพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ วันยุคของไวรัสระบาด

            การเก็บตัว การรักษาตัวเองจากระดับสโมสร คือการรับผิดชอบจากตัวนักกีฬา ดังนั้นสภาพความฟิตความพร้อมต้องมาจากพื้นฐาน

            เมื่อเข้าสู่ระบบทีมชาติ เข้าแคมป์ แล้ว สภาพจิตใจไม่รู้ แต่ทุกคนจะต้องพร้อมเรื่องร่างกาย

            เพื่อเข้ารับการบริหารจัดการจากโค้ช หรือผู้ฝึกสอนทีมชาติ

            หากว่าทุกอย่างเป็นไปตามระบบ เป็นไปตามพื้นฐานที่ถูกต้อง จากนั้นก็สู่”ภาคปฏิบัติ” การทำกันจริง ๆ จัง ๆ ในหน้างาน ส่วน”ผลลัพธ์”นั่นคืออีกเรื่องที่จะต้องพิจารณา

            แต่ถ้าไม่สอดคล้องกัน มันก็จะเข้าสู่วังวนเดิม ๆ ที่ไม่ใช่หรอกกับคำว่า “ต้องคำสาป”

            มันอยู่ที่คนถือกฎ, คนปฏิบัติตามกฎ ก็เท่านั้น…………

            ส่วนแฟนฟุตบอลอย่างเราท่าน ก็มีหน้าที่เหมือนกันและเหมือนเดิม…………

                                                                        บี แหลมสิงห์

+++++++++++++++++++++

: เส้นทางสู่แชมป์ของทีมชาติไทย :

รอบแรก ชนะ ติมอร์ เลสเต้ 2-0, ชนะ เมียนมา 4-0, ชนะ ฟิลิปปินส์ 2-1, ชนะ สิงคโปร์ 2-0

รอบรองฯ ชนะ เวียดนาม 2-0, เสมอ เวียดนาม 0-0

รอบชิงฯ ชนะ อินโดนีเซีย 4-0 และเสมอ 2-2 ได้แชมป์สกอร์รวม 6-2

: ทำเนียบแชมป์ :

ไทย (แชมป์ 6 สมัย) ปี 1996, 2000, 2002, 2014, 2016, 2020

สิงคโปร์ (แชมป์ 4 สมัย) ปี 1998, 2004, 2007, 2012

เวียดนาม (แชมป์ 2 สมัย) ปี 2008, 2018

มาเลเซีย (แชมป์ 1 สมัย) ปี 2010

: ดาราซัลโว :  ธีรศิลป์ แดงดา (ไทย), ชนาธิป สรงกระสินธิ์ (ไทย), ซาฟาวี ราชิด (มาเลเซีย) และ      เบียนเวนิโด มอเรยอน (ฟิลิปปินส์) คนละ 4 ประตู

:นักเตะยอดเยี่ยม : ชนาธิป สรงกระสินธ์ (ไทย)

Facebook Comments

Related Articles