เส้นทางของ”เทพเจ้าลูกหนัง”ที่คุณต้องรู้

ดูไฮไลท์ุตบอลฟรี

“เสือเตี้ย” ดีเอโก้ อาร์มานโด้ มาราโดน่า ยอดนักฟุตบอลเอกของโลก ตำนานกัปตันทีมชาติ “ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่า ชุดแชมป์โลก 1986 เสียชีวิตลงแล้ว ด้วยวัยเพียง 60 ปีเท่านั้น

ตามรายงานข่าวจากกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนติน่า เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น มาราโดนา มีอาการป่วยหลังฉลองวันเกิดอายุครบ 60 ปี ไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ต้องเข้ารับการผ่าตัดเอาลิ่มเลือดอุดตันในสมองออกที่คลินิกเฉพาะทางในกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากนั้น นายแพทย์ เลโอโพลโด ลูเก้ แพทย์ประจำตัวของ มาราโดน่า ที่ยืนยันว่าการผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่มีผลข้างเคียง และอาการของมาราโดน่า ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังต้องประเมินอาการแบบวันต่อวัน กระทั่งมีข่าวว่าเขาเสียชีวิตลง ในช่วงเวลาประมาณ 23.30 น.คืนวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาของประเทศไทย

สาเหตุการเสียชีวิต มาจาก มาราโดน่า มีภาวะหัวใจหยุดเต้นในช่วงเช้าวันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองติเกร ซึ่งอาการในครั้งนี้ทีมแพทย์พยายามยื้อชีวิต แต่ก็ไม่เป็นผล

สำหรับ มาราโดน่า มีเท้าซ้ายอันสุดยอด นำทัพ อาร์เจนติน่า ครองแชมป์โลก ในปี 1986 และรองแชมป์โลก ปี 1990 ติดทีมชาติรวม 91 นัด ยิงไป 34 ประตู พร้อมกับสร้างตำนานในระดับสโมสรโดยเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า และนาโปลี โดยเฉพาะการนำทัพ “อัซซูร่า” คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี 2 สมัย ในปี 1986-87 และ 1989-90 ทำให้ได้รับฉายาว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งเนเปิลส์” และเป็นพระเจ้าของชาวอาร์เจนไตน์

พร้อมกับนำทัพไปเตะฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ปี 2010 อีกด้วย เส้นทางชีวิตของ ดีโก้ หรือ ดีเอโก้ อาร์มานโด้ มาราโดน่า แห่งอาร์เจนติน่า เกิดท่ามกลางครอบครัวที่ยากจน ณ ลานุส เมืองทางตอนใต้ กรุงบัวโนสไอเรส มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน โดย มาราโดน่า เป็นคนที่ 5 ก่อนจะเข้าร่วมทัพ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ตั้งแต่อายุไม่ถึง 8 ขวบ

จากนั้นเขาได้ขึ้นชุดใหญ่ในปี 1976 ด้วยวัยเพียง 15 ปี 350 วันเท่านั้น โดยในปี 1978 อาร์เจนติน่า เป็นเจ้าภาพบอลโลกมีเสียงเรียกร้องให้ มาราโดน่า ติดทีมชาติ แต่ เซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ กุนซือสิงห์อมควัน ตัดสินใจตัดชื่อ มาราโดน่า ออกจากทีมในวินาทีสุดท้าย ให้หลัง 1 ปี มาราโดน่า นำทัพ อาร์เจนติน่า ครองแชมป์เยาวชนโลก 1979 FIFA World Youth Championship ที่ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ และตัวเขาได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์

โดยนัดชิงเอาชนะ สหภาพโซเวียต 3-1 หลังจากเล่นที่ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ได้ 5 ปี ได้ย้ายมาอยู่กับ โบคา จูเนียร์ส ในปี 1981 พร้อมกับคว้าแชมป์ลีกอาร์เจนติน่า หรือ Metropolitano championship ก่อนที่เขาจะไปเล่นฟุตบอลโลก สมัยแรก ปี 1982 ที่สเปน

แต่ทีมตกรอบแบ่งกลุ่ม รอบที่ 2 จากจบบอลโลก มาราโดน่า ย้ายจาก โบคา จูเนียร์ส มาอยู่กับ บาร์เซโลน่า ในแดนกระทิงดุ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกในยุคนั้น 5 ล้านปอนด์ ได้แชมป์โคปา เดอ เรย์, โคปา เดอ ลา ลีกา และซูเปอร์ โกปา เอสปันญ่า และในปี 1984 มาราโดน่า เลือกย้ายทีมอีกครั้ง

โดยไปอยู่กับ นาโปลี ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกอีกเช่นเดียวกัน 6.9 ล้านปอนด์ มาราโดน่า สร้างชื่อดังคับโลก ในปี 1986 ด้วยการนำทัพ อาร์เจนติน่า เป็นแชมป์โลก ด้วยการเอาชนะ เยอรมันตะวันตก ในนัดชิง 3-2 แต่ที่โลกจดจำคือ “แฮนด์ ออฟ ก๊อด” ใช้มือปัดบอลเข้าประตู และเลี้ยงหลบผู้เล่นอังกฤษ ครึ่งทีม ทำประตูชัย ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้ชื่อของ มาราโดน่า เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

เขาสามารถนำทัพ นาโปลี ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จเป็นแชมป์บอลลีกอิตาลี หรือกัลโช่ เซเรีย อา ด้วยการครองแชมป์ถึง 2 สมัย ในฤดูกาล 1986-87 และ 1989-90 พร้อมกับพาทีมได้แชมป์ โคปปา อิตาเลีย ปี 1987 และยูฟ่า คัพ ปี 1989 รวมถึง ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า ปี 1990 ทำให้ได้รับฉายาให้เป็นเทพเจ้าของเมือง ๆ นี้ มาราโดน่า อยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์

แต่เขาก็พาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลี โดยเฉพาะรอบรองชนะเลิศ ซึ่งเตะที่เนเปิ้ลส์ ก็เอาชนะจุดโทษ อิตาลี ได้อย่างเจ็บแสบ แต่ไปแพ้นัดชิงให้กับคู่ปรับเก่าอย่าง เยอรมันตะวันตก 0-1 จบจากบอลโลก “อิตาเลีย 90” มาราโดน่า หยุดเล่นไป 1 ปีเนื่องจากเจ็บ และได้ทีมใหม่คือ เซบีญ่า

ซึ่งเป็นทีมที่ มาริโอ เคมเปส ขวัญใจของเขาเคยอยู่ และเขาลงเล่นไป 1 ซีซั่น จากนั้นก็ย้ายกลับไป นีเวลล์ส โอลด์ บอย ในอาร์เจนติน่า ก่อนจะเรียกความฟิตกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง จากการที่มีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บต่อเนื่อง รวมถึงมีปัญหาในเรื่องของการพัวพันกับกลุ่มมาเฟีย และยาเสพติด

กระทั่งเขาพาทีมมาเล่นในรอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 1994 ด้วยการต้องลุ้นถึงเพลย์ออฟ 1994 FIFA World Cup qualification (OFC–CONMEBOL play-off) ก่อนชนะ ออสเตรเลีย หวุดหวิดด้วยสกอร์รวม 2-1 เขานำทีมเล่นรอบสุดท้าย นัดแรกด้วยการชนะ กรีซ 4-0 ภาพการดีใจของ ดีเอโก้ มาราโดน่า หลังจากยิงประตูปิดกล่อง แล้วสะใจกับกล้องถ่ายทอดสด ถูกฉายซ้ำไปซ้ำมาในทุกเทศกาลบอลโลก

แต่เขาต้องออกจากการแข่งขันหลังจบแมทช์ที่ 2 รอบแบ่งกลุ่ม เนื่องจากถูกตรวจพบว่าใช้สารกระตุ้น มาราโดน่า ยุติเส้นทางทีมชาติในทันที และเขาไปรับงานเป็นผู้จัดการทีมให้กับ เท็กซ์ทิล มันดิยู และ ราซิ่ง คลับ ก่อนจะกลับมาลงสนามอีกครั้งด้วยการเล่นให้ โบคา จูเนียร์ส อีกครั้งในปี 1995 ก่อนจะแขวนสตั๊ค ในปี 1997 ด้วยวัย 37 ปี เขาห่างหายไปจากวงการฟุตบอลกระทั่งปี 2008 อาร์เจนติน่า กำลังจะหมดโอกาสไปบอลโลก 2010

แต่ มาราโดน่า มาชุบชีวิต พาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้สำเร็จ และได้เข้าถึงรอบ 8 ทีมในบอลโลก ที่แอฟริกาใต้ หลังจากจบบอลโลก มาราโดน่า มาคุมทีม อัล-วาซ เอฟซี ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อปี 2011 อยุ่ได้ 1 ปี เขาก็หยุดการทำงานก่อนจะไปร่วมทำงานเป็นทีมที่ปรึกษาให้กับ เดปอร์ติโบ ริเอสตร้า ในอาร์เจนติน่า

จากนั้นใมนปี 2017 ได้มาทำงานกับ อัล ฟูไจราห์ สโมสรในลีกระดับ 2 ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนจะยกเลิกสัญญาในเดือนเมษายน 2018 เพื่อไปเซ็นสัญญา 3 ปี ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรดินาโม เบรสต์ ทีมในประเทศเบลารุส ด้วยสัญญาที่มีระยะเวลา 3 ปี พร้อมกับเปิดตัวด้วยการนั่งรถทหารเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก

จากนั้น เขาการรับงานเป็นกุนซือให้กับสโมสร โดราโดส เด ซินาเลา ในลีกประเทศเม็กซิโก และปัจจุบันคุมทีม กิมนาเซีย เด ลา พลาต้า ในบ้านเกิด ก่อนจะจากแฟนบอลไปตลอดกาล การจากไปในครั้งนี้สร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนบอลทั่วทั้งโลก

โดยบรรดาคนดังในวงการต่าง ๆ โดยเฉพาะฟุตบอลต่างออกมาเขียนข้อความไว้อาลัย มาราโดน่า ในโลกออนไลน์ พร้อมกับมีการกล่าวอาลัยจากแฟนบอลทั่วโลก ขณะเดียวกัน นาโปลี ทีมดังในอิตาลี กำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อสนาม ซาน เปาโล สเตเดี้ยม มาเป็นชื่อ “ดีเอโก้ มาราโดน่า สเตเดี้ยม” เพื่อเป็นเกียรติแก่ มาราโดนา

โดยเรื่องนี้ ลุยจิ เด มากิสตริส นายกเทศมนตรีเมืองเนเปิลส์ เป็นตัวตั้งตัวตีที่เรียกร้องให้สโมสรเปลี่ยนชื่อ โดยที่ ออเรลิโอ เดอ เลาเรนติส ประธานสโมสร ยืนยันว่า กำลังพิจารณาข้อเสนอนี้อย่างจริงจัง

Facebook Comments

Related Articles