CLIP:แมทช์ตำนานบอลโลกของ”อิตาลี”ที่โลกไม่กล้าลืม!!!

Untitled-1

ข่าวใหญ่ระดับโลกประจำวันคงไม่พ้น อิตาลี ตกรอบฟุตบอลโลกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1958

จะนับหนแรกในรอบ 59 ปี หรือ 60 ปีก็ไม่ว่ากัน เพราะถ้าตามปี ค.ศ.คัดเลือกก็ 59 ปี แต่ถ้านับครบวงรอบฟุตบอลโลก คือ 60 ปี โดยสุดท้ายแล้วเค้าจะนับกันอย่างหลัง

ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ไร้เงาทีมดังจากแดนมะกะโรนี หลังจากไม่ได้เข้าร่วมเล่น ปี 1930 และตกรอบคัดเลือก ปี 1958 ก่อนจะมีอันเป็นไปในครั้งนี้

น่าเสียดายมาก ๆ

เนื่องจาก อิตาลี เป็นทีมที่มีเอกลักษณ์และแบบฉบับฟุตบอลที่ชัดเจนมาก ๆ โดยเฉพาะหลายคนที่เรียกรูปแบบของพวกเขาในนามแห่ง”คาเตนัคโช่”

ขอรวบรวมด้วยตัวเอง กับ 6 เกมที่แฟนฟุตบอลไม่มีวันลืมเลือน อิตาลี ไปจากหัวใจในการเล่นฟุตบอลโลก

1970

maxresdefault

1.รอบรองชนะเลิศ ปี 1970 ชนะ เยอรมันตะวันตก 4-3(ต่อเวลา)

เป็นแมทช์ที่เกิดไม่ทัน แต่เป็นอีกเกมที่ผมดู Full Match มากที่สุด และได้รับสมญานามว่า นี่คือ “Game of the Century”

อิตาลี นำก่อนอย่างรวดเร็วจากการสับสังหารด้วยซ้ายสุดเด็ดขาดของ โรแบร์โต้ โบญีเซ็นญ่า ตั้งแต่ 8 นาทีแรก และทำท่าจะจบลงด้วยชัยชนะ แต่ คาร์ล-ไฮนซ์ ชเนลลินเกอร์ ชาร์ทประตูตีเสมอในนาทีสุดท้าย ทำให้เกมต้องยืดเยื้อถึงต่อเวลา

“ไอ้ลูกระเบิด” แกร์ด มุลเลอร์ พังประตูจากจังหวะกั๊กของแนวรับอิตาลี ให้ “อินทรีเหล็ก” ออกนำหลังจากผ่านการต่อเวลาแค่ 4 นาที แต่อีก 4 นาทีต่อมา ตาร์ริซิโอ บูร์กนิช ก็ยิงตีเสมอจากการผิดพลาดเช่นกัน

ถึงนาทีที่ 104 ลุยจิ ริว่า ยอดดาวเตะซ้ายสุดโต่ง โชว์ทักษะล็อคบอลไปมาก่อนกดเรียดเสียบเสาไกล อิตาลี พลิกนำ 3-2 อย่างไรก็ตาม มุลเลอร์ มาโขกประตูตีเสมอเป็น 3-3 ในนาทีที่ 110

เกมกลับมาเท่ากัน อิตาลี เดินนวยนาดเอาบอลเขี่ย และไม่น่าเชื่อ พวกเขาใช้การต่อบอลรวม 7 จังหวะ โบญีเซ็นญ่า กระชากไปเปิดเข้ากลางให้ จานนี่ ริเวร่า สังหารกลางประตูเป็นประตูชัยอย่างโชกโชน

ว่ากันว่า เกมนี้แหล่ะที่ทำให้ อิตาลี หมดแรงข้าวต้มเร่งไม่ขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ กับ บราซิล

2.รอบแบ่งกลุ่ม รอบ 2 ปี 1982 ชนะ บราซิล 3-2

รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้ายของรอบ 2 “แซมบ้า” บราซิล ยุคสุดยอด กด อาร์เจนติน่า 3-1 ขอแค่เสมอเข้ารอบทันที เพราะ อิตาลี เชือด อาร์เจนฯ มาแค่ 2-1 แต่ อิตาลี ก็ทำในสิ่งที่โลกต้องตะลึง

เปาโล รอสซี่ หนึ่งในนักเตะที่เจอข้อหา”ล้มบอล” โดนโทษห้ามลงสนาม 2 ปี และเพิ่งสิ้นสุดการแบนในวันที่ 29 เมษายน 1982 ก่อนบอลโลกไม่ถึง 2 เดือน และ เอ็นโซ แบร์ซ็อต ขรัวเฒ่า ตัดสินใจหนีบเขามาด้วย  ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แถมรอบแรกยิงไม่ได้

ก็มาระเบิดแฮททริคฮีโร่ในเกมนี้ให้โลกรู้จักตัวเขาไปตลอดกาล

พร้อมกับเตะ บราซิล ที่ดีที่สุด ให้ทีมนี้กลายเป็น “ราชันไร้มงกุฏ” ตลอดกาลเช่นกัน

paolo1

3.รอบรองชนะเลิศ ปี 1990 เสมอ อาร์เจนติน่า 1-1(ยิงจุดโทษแพ้)

อิตาลี เป็นเจ้าภาพ และดูเหมือนทุกอย่างได้”ปูทางวางเอาไว้”ให้พวกเขาเป็นแชมป์โลก เพราะไล่เตะตามโปรแกรมใน”กรุงโรม”มาโดยตลอด พวกเขาชนะทุกนัดและไม่เสียประตูทั้ง 5 เกม

แต่ด้วยเหตุผลมาเปิดเผยทีหลังว่า รอบรองชนะเลิศตามเส้นทางที่ขีดไว้นั้น พวกเขา”จงใจ”ที่จะไปเล่นที่เนเปิ้ลส์ เพื่อชนะใจคนที่นั่น ที่กำลังมีปัญหามากมาย โดยเฉพาะเรื่องมาเฟีย แถมยังมีขวัญใจมหาชนอย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นเทพเจ้าของชาวนาโปลี

เหมือนนรกขีดเอาไว้ อิตาลี ต้องมาเจอกับ อาร์เจนติน่า ของ ดีเอโก้ มาราโดน่า พอดิบพอดี ซึ่งปีนั้น มาราโดน่า เล่นแบบ”ดีนัดเสียนัด”มาตลอด และเกมนี้ดันมาตกท้องช้างเกมที่ “มาราโดน่า เล่นดี”…พอดีเลย

italy-argentina-world-cup-1990_3754449

อิตาลี เปลี่ยนทีมให้ จานลูก้า วิอัลลี่ กลับมาเป็นตัวจริง แต่ฮีโร่ยังเป็น “โตโต้” ซัลวาตอเร่ สคิลลาชี่  ซัดให้ทีมนำก่อน แต่ เคลาดิโอ คานิกเกีย ไอ้หนุ่มผมยาวก็มาโหม่งลูกอะไรก็ไม่รู้ผ่านมือ วอลเตอร์ เซ็งก้า เสียบตาข่าย ทำให้ อิตาลี เสียประตูแรก ก่อนจะต้องมาดวลจุดโทษ

“กอยโคเชีย” ตัวละครลับที่ได้เล่นนายประตูอาร์เจนฯ เพราะ เนรี่ ปุมปิโด้ เจ็บตั้งแต่รอบแรก เซฟจุดโทษสำคัญอีกครั้ง จากการยิงของ อัลโด้ เซเรน่า ทำให้ อิตาลี ฝันค้างที่เนเปิ้ลส์ ตกรอบไปอย่างเจ็บปวด

4.รอบชิงชนะเลิศ ปี 1994 เสมอ บราซิล (ยิงจุดโทษแพ้)

อิตาลี มีแม่ทัพที่โลกหลงเสน่ห์อย่าง โรแบร์โต้ บาจโจ้ ซึ่งยุคสมัยนั้น แล้วแต่ว่าใครจะเรียกตัวเขาเพราะชื่อไม่ตรงกันสักกะสื่อทั้ง บั๊กโจ้, แบคคิโอ, บาจจิโอ, หนักเลยก็คือบางคนเรียก “บักโจ” ให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราว จนกระทั่งจบลงที่ “บาจโจ้”

บาจโจ้ บาดเจ็บคล้ายกับการ์ตูนซึบาสะในตอนนั้น ต้องลงทั้งที่เจ็บและแบกทีมจนถึงนัดชิง แต่สุดท้ายในโลกแห่งจินตนาการ ซึบาสะ ชนะศึก แต่ในโลกแห่งความจริง บาจโจ้ เป็นผู้แพ้

ทุกคนจดจำภาพที่ บาจโจ้ ยิงจุดโทษข้ามคาน และคอตกอยู่ตรงจุด 12 หลากลางประตู มากกว่าจดจำการเป็นแชมป์โลกของบราซิลด้วยซ้ำไป ซึ่งในวันนั้นพวกเขาเสมอ บราซิล 0-0 สร้างตำนานนัดชิงคู่แรกที่ไร้สกอร์ใน 90 นาที ไปจนกระทั่งช่วงต่อเวลา

i_77e4f08cd91ad32edd0b9781d609f71a_1437123549084789_0

59eb67682a6e2c439b4785c474625156--roberto-baggio-fifa-world-cup

5.รอบ 16 ทีม ปี 2002 แพ้ เกาหลีใต้ 1-2(ต่อเวลา)

อิตาลี โคจรมาเจอกับ เกาหลีใต้ รับรองเลยว่า ไม่ว่าเตะที่ไหน เตะเมื่อไหร่ในโลกใบนี้ “มะกะโรนี” ต้องชนะค่อนข้างแน่ แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ที่แดจอง

คริสเตียน วิเอรี่ โหม่งให้ อิตาลี นำก่อนตั้งแต่ครึ่งแรก จากนั้นเจ้าถิ่นทำทุกอย่างเพื่อจะตีเสมอ โดยเฉพาะกรรมการทั้งให้จุดโทษ และปฏิเสธจุดโทษของอิตาลี สารพัดวิธีทำหมดก่อนจะตีเสมอได้จากจังหวะพลาดของ คริสเตียน ปานุชชี่ ให้ โซล คี เฮือน พังประตูตีเสมอต้องต่อเวลา

ดาเมียโน่ ตอมมาซี่ ยิงเข้าก็ไม่ให้, ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ โดนไล่ออก ข้อหาโดนทำฟาวล์ในเขตโทษ(อะไรกันฟะ) ก่อนที่ อาห์น จุง ฮวาน จะโขกโกล์เด้นโกล์ พา เกาหลีใต้ กำชัย 2-1 ท่ามกลางเสียงด่าขรมทั้งโลก

ในกาลต่อมา ไบร่อน โมเรโน่ ผู้ตัดสินชาวเอกวาดอร์ในเกมนี้ ถูกลงโทษเรื่องการตัดสินมากมาย รวมถึงโดนจับติดคุกเมื่อปี 2010 เนื่องจากลักลอบขนเฮโรอีน

1273842282382666129

6.รอบชิงชนะเลิศ ปี 2006 เสมอ ฝรั่งเศส 1-1(ยิงจุดโทษชนะ)

แชมป์โลกสมัยที่ 4 ของอิตาลี ที่หลายคนจดจำภาพของ ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพฝรั่งเศส เอาหัวโขกเข้าที่หน้าอกของ มาร์โก้ มาร์เตรัซซี่ จอมซ่าปราการหลังเลี่ยน

“มาเตรัซซี่ ดึงเสื้อผม ซึ่งผมบอกเขาถ้าอยากได้มาแลกกันหลังเกม จากนั้นเขาด่าแม่กับน้องผมในเชิงเสียดสี ผมรู้สึกได้ว่า คำพูดเหล่านั้นมันเจ็บลึกไปถึงข้างใน ผมจึงทนไม่ไหว และผมไม่รู้สึกเสียใจอะไรเลย เพราะเขาทำไม่ดีไม่เป็นลูกผู้ชาย แต่ผมอยากขอโทษเด็ก ๆ ที่ได้ดูเกมนี้ เนื่องจากเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี” ซีดาน กล่าวถึงเหตุการณ์นั้น

แน่นอนในเกมเสมอกัน 1-1 ทั้ง ซีดาน และ มาเตรัซซี่ เป็นผู้ทำประตู ก่อนจะซัดจุดโทษกันไม่มีใครพลาดยกเว้น ดาวิด เทรเซเกต์ ที่ซัดไปชนคาน และทำให้ อิตาลี ครองแชมป์โลก สมัยที่ 4 ไปครอง

zidane

บี แหลมสิงห์

Comments

comments