Once a Blue, always a Blue:บันทึกแห่ง”รูนี่ย์”…เมื่อครั้งยัง”Young”

DETR8rwVwAANzI_

ตัวผมโตขึ้นมาในยุคที่ฟุตบอลหาดูยากมาก หนึ่งปีจะมีฟุตบอลให้ดูเต็มที่คือ 2 แมทช์

1.นัดชิงลีกคัพ

2.นัดชิงเอฟเอฟ คัพ

ในยุคกลางทศวรรษที่ 80 ทีมที่เป็นขาใหญ่ได้ออกจอประจำ นอกจาก ลิเวอร์พูล แน่นอนก็คือ เอฟเวอร์ตัน คู่ปรับคู่ปะทะคู่รักคู่แค้น ทีมบ้านเรือนเคียงใกล้ ทีมพี่น้องแห่งลุ่มน้ำเมอร์ซี่ย์

ในที่นี้จะกล่าวถึง “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน ที่เพิ่งได้ตัวนักบอลสายเลือดพันธุ์แท้ หรือว่าเด็กถิ่น ที่ถวายวิญญาณให้กับทีมตัวเอง แต่ด้วยช่วงเวลาและความท้าทายของชีวิตมาผิดบ่ายเช้า

เขาเลือกที่จะเดินออกไปตามเส้นทางของนักฟุตบอล

กระทั่งวันนี้ เวย์น รูนี่ย์ ที่ไม่ใช่เจ้าของสโลแกน แต่ถูกพะยี่ห้อนี้ไปแล้วว่า “Once a blue…..Always a blue” ได้กลับมาอยู่ถิ่นเดิมอีกครั้ง หลังจากย้ายไปนานถึง 13 ปี

ก็เลยอยากจะเขียนถึง รูนี่ย์ ในตอนนั้นว่า เขาเป็นอย่างไร เชื่อว่าหลายท่านดูไม่ทัน หรือหลายท่านอาจลืมไป ขออนุญาตสะกิดให้กลับไปให้ลึกถึงต่อมความทรงจำ

r16 r20

r19 Soccer - Walkers Under15 International Tournament - England v Spain

——————————

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2004 ผมมีโอกาสเดินทางไปอังกฤษครั้งแรกในชีวิต อิส มาย ไลฟ์

เป็นการเดินทางไกลสุดในชีวิต ติดปีกบนดินแดนแห่งความฝัน ครั้งนั้นไปทำข่าวการ”คาดหน้าอก”สินค้าไทยเจ้าแรกในประวัติศาสตร์

นั่นคือ ช้าง กับ เอฟเวอร์ตัน

เกมนัดเปิดสนามที่กูดิสัน พาร์ค ปีนั้นจัดว่าเด็ด เพราะ เอฟเวอร์ตัน ภายใต้การคุมทัพของ เดวิด มอยส์ ต้องดวลกับ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล แชมป์เก่า ที่ทำสถิติโคตรทีมเอาไว้ด้วยการเป็นทีมที่ 2 ในพงศวาดารลูกหนังอังกฤษ ที่ลงเล่นทั้งซีซั่นแล้ว แพ้ใครไม่เป็น

———————————-

หนึ่งในนักเตะที่โฟกัสวันนั้นก็คือ เวย์น รูนี่ย์ ดาวรุ่งที่แจ้งเกิดด้วยวัยเพียง 16 ปี 360 วัน เมื่อปี 2002

หลังจากยิงประตู อาร์เซนอล ชี้ชัยชนะในนาทีสุดท้ายของเกม

ทำเอา ไคล์ฟ ทายล์เดสลี่ย์ คอมเมนเตเตอร์คนดังแห่ง ITV Sport ของเมืองผู้ดี ถึงกับร้องเสียงหลงว่า “Remember The name, Wayne Rooney!”

พร้อมกับเป็นคนที่ใช้วลีที่ห้าวหาญคำรามลั่นกับการสำนักรักบ้านเกิดที่ว่า Once a blue…..Always a blue

r12

———————————

………..เกมในนัดเปิดสนามซีซั่น 2004-05 ที่ผมมีโอกาสได้ไปนั้น รูนี่ย์ ไม่ได้ลงสนาม เนื่องจากบาดเจ็บ ท่ามกลาง”ข่าวลือ”หนาหูว่า เขาจะย้ายทีม เพราะทั้ง แมนฯยูไนเต็ด และนิวคาสเซิ่ล ต้องการตัว

ในวันนั้นข่าวที่อังกฤษยืนยันคำพูดของ เดวิด มอยส์ บอกว่า รูนี่ย์ ไม่ได้มีไว้ขายและจะไม่ย้ายทีม

ผมเดินนวยนาดออกมาหาซื้อของที่ระลึกหน้าสนาม ได้เสื้อสกรีน รูนี่ย์ ใส่เบอร์ 18 สีน้ำเงินสุดงาม และแน่นอนว่า เสื้อตัวนั้นปักด้านหน้าว่า Once a blue…..Always a blue

ปักด้านหลังว่า Roonaldo เพื่อยกระดับให้ใกล้เคียงกับยอดดาวยิงบราซิลที่ชื่อ Ronaldo

เสื้อตัวละ 15 ปอนด์ แต่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทยตอนนั้นหลุดไปถึง 80 บาท/ปอนด์ ราคาเสื้อจึงทะลุไปกว่า 1,000 บาท แต่งดงามอย่างไทยได้รสชาติ และก็ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้มาอีกหรือไม่ ก็เลยซื้อกลับมา

เรียบร้อยฮะ ไม่กี่วันต่อมา รูนี่ย์ ย้ายไปใส่เบอร์ 8 ให้กับ แมนฯยูไนเต็ด 26.5 ล้านปอนด์ แพงที่สุดในบรรดานักบอลอายุไม่เกิน 20 ขวบของเมืองผู้ดี…………….

rr3

——————————————-

ย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่ รูนี่ย์ ก้าวขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ สมัยนั้น ประเทศไทย เริ่มมีการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด แต่ก็ไม่ได้ครบทุกคู่เหมือนกับปัจจุบันที่ทำกันมาเป็นสิบปี

รูนี่ย์ เกิดที่คร็อกซ์เท็ธ ในเมอร์ซี่ย์ไซด์ เมื่อปี 1985 การลงเล่นให้กับทีมโรงเรียน ซัดไปถึง 72 ประตูในซีซั่นเดียว ก่อนจะมายิงในจูเนียร์ลีก ถึง 99 ประตู ฉายแววแบบนี้ไปเข้าตา บ็อบ เพนเดิลตัน แมวมองของเอฟเวอร์ตัน จึงดึงเข้าทีมด้วยวัยแค่ 9 ขวบเท่านั้น นั่นคือ ปี 1996

r9

เป็นปีต่อจากที่ เอฟเวอร์ตัน ครองแชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อเชือด แมนฯยูไนเต็ด 1-0 ในปี 1995

2 ปีหลังจากนั้น รูนี่ย์ ได้รับเลือกเป็นมาสค็อต หรือ เด็กนำโชค ประจำเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมทช์

ช่วงเวลาในอะคาเดมี่ รูนี่ย์ โชว์ฟอร์มสะเด่า ในชุดยู-10 และยู-11 ลงเล่น 29 นัด แต่ยิงไปถึง 114 ประตู ก่อนจะเล่นได้เกินวัย ขึ้นสู่ทีมชุดยู-19 ตั้งแต่อายุยังไม่เต็ม 15 ปี ก่อนจะซัดถึง 8 ประตูจาก 8 เกมในการลงเล่นเอฟเอ ยูธ คัพ ปี 2002

ตอนนั้นเขายิงประตู แอสตัน วิลล่า ได้สำเร็จ ก็ดีใจด้วยการเปิดเสื้อออกมา….เสื้อด้านในเขียนว่า “Once a Blue, always a Blue.”

——————————

ในยุคที่ รูนี่ย์ เข้ามาอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน ในตอนนั้น โจ รอยล์ ทำทีมได้แชมป์ต่อเนื่องนั่นคือคว้าโล่แชริตี้ ชิลด์ พร้อมกับเสริมแกร่งแนวรับซื้อ เคร็ด ช็อตต์ และเสริม อังเดร แคนเชลสกี้ ปีกรัสเซีย ที่เปิดตัวในวันฝนตกหนักที่กูดิสัน พาร์ค

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ รูนี่ย์ อยู่ในอะคาเดมี่ นั้น เอฟเวอร์ตัน เข้าสู่ยุคสหัสวรรษใหม่ได้ไม่ดีนัก เปลี่ยนกุนซือเป็นว่าเล่นทั้งการปลด โจ รอยล์ แล้วต้องไปดึง ฮาวเวิร์ด เคนดัลล์ ยอดกุนซือในตำนานของทีม กลับมากู้สถานการณ์ แต่ก็เยียวยาไม่ไหว ไปคว้า วอลเตอร์ สมิธ ยอดฝีมือจากลีกสก็อตต์ ก็ทำทีมไม่ดี กระทั่งการมาของ เดวิด มอยส์ ช่วงท้ายซีซั่นปี 2002

รูนี่ย์ ได้มีโอกาสขึ้นชุดใหญ่ทันที!!!

r17

—————————————

14 มีนาคม 2002 มอยส์ เข้ามาทำงาน จากนั้นเขาใส่ชื่อ รูนี่ย์ เป็นตัวสำรอง ในเกมเจอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อ 20 เมษายน 2002 แม้จะไม่ได้ลงสนาม แต่เป็นการส่งสัญญาณบางอย่างว่า เด็กคนนี้น่าจะมีอนาคตที่ดี

บวกกับตอนนั้น “บิ๊กดังค์” ดันแคน เฟอร์กูสัน ตัวหลักสำคัญก็วัยเกิน 30 ปีแถมยังเจ็บบ่อย เช่นเดียวกับ เควิน แคมป์เบลล์ รวมไปถึงสองหัวหอกจากคอนคาเคฟ ทั้ง โทมัสซ์ ราดซินสกี้ และโจ-แม็กซ์ มัวร์ ก็ไม่ไหว

กองหน้าถือเป็นปัญหาใหญ่ของทีมเพราะ บิ๊กดังค์ เป็นดาวยิงสูงสุดของทีมยิงทั้งปีไปได้แค่ 8 ลูกเท่านั้นเอง

กระทั่งได้รับโอกาสลงเล่นในซีซั่น 2002-03 และซีซั่น 2003-04 ทำสถิติต่าง ๆ มากมาย และก้าวไปติดทีมชาติอังกฤษ สู้ศึกยูโร 2004

เขาลงเล่นชุดใหญ่ครั้งแรกอย่างเป็นทางการเมื่อ 17 สิงหาคม 2002 ในเกมเสมอกับ สเปอร์ส 2-2 และจ่ายให้ มาร์ค เพมบริดจ์ ยิงประตูได้ กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดลำดับ 2 ของเอฟเวอร์ตันที่ได้ลงวสนาม

ก่อนจะพังประตูแรกได้ในเกมกับ เร็กซ์แฮม ในศึกลีกคัพ เมื่อ 2 ตุลาคม ทำให้เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้กับเอฟเวอร์ตัน ในตอนนั้น

กระทั่งวันที่ 19 ตุลาคม ก่อนวันเกิดแค่ 5 วันจะครบ 17 ขวบ ก็ยิงประตูสุดงามให้ทีมชนะ อาร์เซนอล ในนาทีสุดท้าย 2-1 ถือเป็นการแจ้งเกิดในโลกลูกหนังอย่างเป็นทางการ

บันทึกคือ 2 ซีซั่น ที่ รูนี่ย์ เล่นกับ เอฟเวอร์ตัน รวม 77 นัด ยิงได้ 17 ประตู

r6

r4

r5

r2

———————————-

 

ว่ากันตามเชิง นับไปนับมา อันที่จริง รูนี่ย์ อาศัยบ้านเกิดเป็นที่แจ้งเกิด และยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ก็ต้องย้ายออกไป

หนนี้ถือเป็นโอกาสอันดีมาก ๆ ที่เขาจะกลับมาทำอะไรให้กับทีมรัก ทีมบ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากสำนึกรักมันอีกครั้ง

เพราะที่ผ่านมาดูแล้วมันขัดหูขัดตา และขัดแย้งจนเหมือนกับว่า แทบจะไม่เผาผีกัน

———————————–

ประเด็นจากนั้นก็คือคำว่า Once a blue…..Always a blue ถูกแฟนบอลตัวเองสับแหลกว่า Once a blue…..Always a Red

เป็นนักบอลที่กลับมาบ้านเกิดตัวเองไม่ได้ เพราะถ้าหากคิด”กลับบ้านเกิด” อาจถูกดักกระทืบให้”กลับบ้านเก่า”

ปัญหาก็คือ แฟนบอลเอฟเวอร์โตเนี่ยน ทนไม่ไหว กับการย้ายของเขา ยิ่ง รูนี่ย์ กลับมายิงประตูได้ในกูดิสัน พาร์ค เขากลับเลือกดีใจแบบ”น่าเกลียด” จนทำให้แฟนบอลทนไม่ไหว

จากรักล้วน ๆ แต่กวนนะ กลายมาเป็นทั้งรักทั้งเกลียด

ลงท้ายคือ รักในรอยแค้น กันไปเลย

r1

ปัญหาคาใจของ รูนี่ย์ กับ เอฟเวอร์ตัน ยังมีมาเรื่อย ๆ เมื่อเขายืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยอยากย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน แต่กลับเป็นบอร์ดบริหารต่างหาก ที่หิวเงินอยากขายเขาจนตัวสั่น

รวมไปถึง รูนี่ย์ ได้เขียนหนังสือ ”My Story So Far” บอกเล่าความบาดหมางของเขากับ เดวิด มอยส์ ช่วงที่กำลังจะย้ายทีม เกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของ มอยส์ คนที่ให้โอกาสเขาขึ้นชุดใหญ่แท้ ๆ

โดยเฉพาะการที่ชอบข่มขู่นักบอล และจ้องจะกดรีโมทควบคุมไปซะทุกอย่างทำให้นักบอลอึดอัด ทำให้ มอยส์ ทนไม่ไหว ทำเรื่องจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล จน รูนี่ย์ แพ้คดี และต้องจ่ายเงินให้กับ มอยส์

แผลต่าง ๆ ถูกเปิดเผยมากมาย ยิ่งช่วงที่ มอยส์ มาคุม แมนฯยู เมื่อปี 2013 เรื่องเน่า ๆ ของ รูนี่ย์ กับแผลเก่าที่บ้านเกิดยิ่งถูกเปิดบ่อยครั้ง ก่อนที่เรื่องราวต่าง ๆ จะเบาลงจนแทบไม่มีเชื้อไฟ

สุดท้ายวันนี้ รูนี่ย์ เลือกกลับมาตายรังจนได้

——————————-

r11

เรื่องราวของ Once a blue…..Always a blue จึงกลับมาอีกครั้ง และเชื่อว่านี่จะเป็นสถานีสุดท้ายของ รูนี่ย์ คือไปไหนคงไม่ไหวแล้ว

เข้าตำรา รักเก่าที่บ้านเกิด

อยู่ที่ไหนก็ต้องกลับมา….ตายรัง!!!!

 

บี แหลมสิงห์/บันทึก

+++++++++++++++++++++++

Comments

comments