Road to madrid!เส้นทาง“ไก่”–“หงส์”ชิง UCL 2019

การแข่งชันฟุตบอลยุโรป ประจำฤดูกาล 2018-2019 ได้เดินทางถึงวันสุดท้ายของซีซั่นอย่างเป็นทางการกับเกมชิงแชมป์ยุโรปหรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ปีนี้มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับสองทีมที่เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอย่าง “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่ต้องฝ่าฟันกับสถานการณ์ที่ตกเป็นรองได้แบบเหลือเชื่อ

            โดยเกมรอบชิงชนะฟาดแข้งกันที่ ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ รังเหย้าของ แอตเลติโก้ มาดริด วันนี้เราจะพาทุกท่านย้อนกลับไปดูเส้นทางของทั้งสองทีมว่าพวกเขาต้องเจอกับอะไรมาบ้าง

เส้นทางสู่มาดริดของ สเปอร์ส  

            ในรอบแบ่งกลุ่ม สเปอร์ส นั้นจับสลากมาอยู่ บี ซึ่งถือว่าเป็น กรุ๊ป ออฟ เดธ ได้เลยเพราะประกอบไปด้วย บาร์เซโลน่า, อินเตอร์ มิลาน และพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น แต่ก็เบียดเข้ารอบได้อย่างหวุดหวิดด้วยการมี 8 คะแนนเท่ากับ อินเตอร์ มิลาน รวมไปถึงลูกได้เสียก็ยังเท่ากันอีก แต่พวกเขาเข้ารอบเนื่องจากยิงได้มากกว่าที่ดีกว่า

            เกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย สเปอร์ส ต้องโคจรมาพบกับ “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เกมแรกพวกเขาออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยเปิดบ้านถล่มเอาชนะไปได้ 3-0 ก่อนจะบุกไปย้ำแค้นอีกครั้งที่ ซิกนัล อีดูน่า พาร์ค 1-0 ทำให้สกอร์รวมสองนัด 4-0 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมไปพบกับทีมจากอังกฤษด้วยกันเองคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

            ซึ่งในรอบ 8 ทีมสุดท้าย สเปอร์ส เป็นรองอย่างชัดเจนด้วยอะไรหลายๆอย่าง เกมแรกเล่นที่ เวมบ์ลีย์ พวกเขาเฉือนเอาชนะไปได้ก่อน 1-0 จากประตูชัยในช่วงท้ายเกมของ ซน ฮึง มิน ส่วนเกมที่สองต้องไปเยือนเอติฮัต สเตเดี้ยม ถือว่าเป็นหนึ่งเกมที่สนุกที่สุดในแชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนี้ แมนฯซิตี้ กำลังจะเข้ารอบเมื่อมาได้ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่ทว่าเทคโนโลยี VAR แจ้งว่าจังหวะดังกล่าวล้ำหน้าและดึงสกอร์คืนไป ทำให้เกมจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าถิ่น 4-3 แต่ผลสกอร์รวมเสมอ 4-4 สเปอร์ เข้ารอบด้วยกฏอเวย์โกล

รอบรองชนะเลิศ สเปอร์ส ต้องมาเจอกับ อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ผลงานแรงสุดๆ มีดาวรุ่งฟอร์มดีขึ้นมาหลายคน เกมแรกเล่นที่บ้าน สเปอร์ส แต่เป็น อาแจ๊กซ์ ที่บุกมาตบถึงถิ่น 1-0 จากประตูชัยของ ดอนนี่ ฟาน เด บีค ส่วนเกมนัดที่สอง สเปอร์ส ไปเยือนแต่พวกเขาตกเป็นรองเมื่อถูกนำห่าง 2-0 ในครึ่งแรก ทำให้ในเวลานั้นสกอร์รวม 3-0

            กลับมาเล่นครึ่งหลังกับเวลาที่เหลืออยู่ 45 นาที สเปอร์ส เปิดเกมรุกเข้าใส่อย่างหนัก มาได้ 2 ประตูรวมในนาทีที่ 55 และ 59 จากการเหมาของ ลูคัส มูร่า ในตอนนั้นความหวังของพวกเขากลับมาแล้ว และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่สุดท้าย 90+6 ลูคัส มูร่า คนเดิมก็มาแผลงฤทธิ์ซัดแฮตทริกฮีโร่ พาทีมทะลุเข้าชิงชนะเลิศด้วยการบุกเฉือนชนะ 3-2 ผลสกอร์รวมสองนัด 3-3 เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือนอีกแล้ว

เส้นทางสู่ มาดริด ลิเวอร์พูล

            ลิเวอร์พูล ผิดหวังมาจากปีที่แล้วให้กับ เรอัล มาดริด ในรอบชิงชนะเลิศปีนี้พวกเขากลับมาด้วยความกระหายอีกครั้ง ซึ่งในรอบแบ่งกลุ่มต้องเจองานหนักอยู่ในกลุ่มซี ร่วมกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง, นาโปลี และ เร้ด สตาร์ เบลเกรด โดยกว่าจะเข้ารอบมาได้เล่นเอาเหนื่อย ต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้ายที่ แอนฟิลด์ ด้วยการเฉือน นาโปลี 1-0 โดยในช่วงทดเจ็บมีจังหวะเซฟสำคัญของผู้รักษาประตูคนใหม่อย่าง อลิสซอน เบ็คเกอร์ ว่ากันว่าถ้าไม่มีเซฟนี้ พวกเขาคงไม่ได้มาถึงรอบชิงอีกครั้ง

            ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย หงส์แดง เจองานหนักเมื่อต้องพบกับ บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมแห่งบุนเดสลีกา เกมแรกในแอนฟิลด์เสมอกันไป 0-0 ส่วนเกมที่สองที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า พวกเขาสามารถบุกไปเอาชนะได้ 3-1 จากการทำสองประตูของ ซาดิโอ มาเน่ และอีกลูกจาก เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เข้ารอบ 8 ทีมไปเจอกับงานไม่หนักอย่าง เอฟซี ปอร์โต้ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดถลุงทั้งไปและกลับเล่นในบ้านชนะ 2-0 ไปเยือนถล่มอีก 4-1

            เส้นทางของพวกเขาเดินทางมาถึงรอบตัดเชือกต้องเจองานหนักกับทีมเต็งหนึ่งอย่าง “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า เกมแรกที่คัมป์ นู ทัพหงส์แดง เล่นได้ตามมาตรฐานแต่ไม่คม พร้อมกับเจอความเด็ดขาดและมหัศจรรย์ของ ลีโอเนล เมสซี่ ทำให้พ่ายไปก่อนแบบเละเทะ 3-0 แถมยังต้องเสีย โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่มีอาการบาดเจ็บไปด้วย

            กลับมาเล่นในแอนฟิลด์ในเกมนัดที่สองด้วยสกอร์ที่ห่างถึง 3 ประตู พวกเขาไม่มีทางเลือกต้องเล่นตามเกมของตัวเอง ซึ่งก็เริ่มต้นได้ดี เมื่อออกนำก่อน 1-0 จาก ดิว็อค โอริกี้ ในครึ่งแรก โดยครึ่งหลังมีการปรับหมากเอา จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ลงเล่นมาและเป็นมิดฟิลด์ชาวเนเธอร์แลนด์นี่แหละที่เป็นตัวโจ๊กเกอร์ลงมาทำสองประตูรวดนาทีที่ 54 และ 56 ให้ทีมนำห่าง 3-0 เมื่อถึงตรงนี้สกอร์รวมสองนัดเท่ากัน 3-3

            โดยโมเมนตั้มทุกอย่างนั้นเข้าทาง ลิเวอร์พูล หมดพวกเขายังเดินหน้าบุกแหลกจนนาทีที่ 79 จากจังหวะเตะมุมอันชาญฉลาดของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่ฉวยโอกาสเล่นเร็วเปิดไปให้กับ ดิว็อค โอริกี้ ซัดเข้าไป ทำให้จบเกมลิเวอร์พูล พลิกสถานการณ์ถล่มเอาชนะได้ 4-0 ทำให้ผลสกอร์รวมสองนัด 4-3 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศแบบเหลือเชื่อ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกยกไปเทียบกับปฏิหารย์ที่อิสตันบลู เมื่อปี 2005

            สำหรับทั้งหมดนี้ก็คือเส้นทางของทั้งสองทีมคู่ชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนี้ ส่วนใครจะได้เป็นเจ้ายุโรป จะเป็น สเปอร์ส ที่คว้าแชมป์สมัยแรก หรือจะเป็น ลิเวอร์พูล ที่สร้างประวัติศาสตร์ครองเจ้ายุโรป 6 สมัย แต่ที่แน่ๆ เมาริซิโอ้ โปเช็ตติโน่ และเยอร์เก้น คล็อปป์ คนใดคนหนึ่งจะพาคว้าแชมป์ได้เสียที ซึ่งเดี๋ยวคืนนี้ได้รู้กัน

Facebook Comments

Related Articles